{Review} #Netflix Black Mirror:Bandersnatch มันจะเป็นยังไง…หากเราควบคุมเนื้อหาของซีรีย์ได้ด้วยตัวเอง

มันจะดีแค่ไหน…ถ้าเรากำกับบังคับเนื้อหาซีรีส์หรือหนังที่เราดูได้ด้วยตัวเอง? ทำได้แล้วนะเว้ย! แถมได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงทีวีกันทีเดียว เพียงแค่มี Netflix ในมือเท่านั้น สัมผัสการเป็นพระเจ้าของซีรีย์ที่ดูได้แล้ววันนี้ ประเดิมด้วยซีรีส์ตลกร้ายอย่าง Black Mirror.

ออกตัวก่อนว่า No Sponsored ใดๆ ทั้งหมดนี้เสียเงินเอง จ่ายเอง ดูเอง เจ็บเอง ไม่มีใครสนับสนุนแต่อย่างไร เพราะงั้นบล็อกนี้ก็จะรีวิวกันแบบถึงพริกถึงขิงกันไปข้างหนึ่ง

สำหรับซีรีย์ Black Mirror ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 seasons เนื้อหาของแต่ละตอน แต่ละซีซั่นไม่เหมือนและไม่เกี่ยวข้องกัน ต่างผลงาน ต่างผู้กำกับกันด้วย โดยคุมโทนประเด็นสีเทาไปจนถึงดำ กับการตั้งคำถามถึงด้านมืดเทคโนโลยี รวมถึงสภาพสังคมของมนุษย์ในโลกอนาคตแบบ Dystopia

ฟังดูหดหู่? อ๋อไม่…มันไม่ขนาดนั้น ออกจะแสบๆ คันๆ อยู่หรอก แต่ไม่ขนาดดิ่งจนซึมเศร้า แต่ไม่รับประกันสุขภาพจิตหลังการรับชม เพราะความอ่อนไหวของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน พล่ามเยอะแล้ว มาเข้าเรื่องกันดีกว่า แล้วภาคล่าสุด Bandersnatch มันต่างกับซีซั่นก่อนๆ อย่างไร

ข้อแตกต่างของ Black Mirror : Bandersnatch

  • คุณมีส่วนรวมกับซีรีย์ได้ด้วยการควบคุมท่างเลือกต่างๆ
  • ทางเลือกเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเนื้อหาในเหตุการณ์ต่อไป และต่อไป และต่อไปถึงจุดจบ
  • คุณอาจจะเลือกทางผิดได้ นั่น โอเค เกมไม่จบ คุณยังต้องมีชีวิตต่อไป และต่อไป
  • เหตุการณ์ในแต่ละทางเลือกมีความเกี่ยวข้องกัน แต่คุณไม่ต้องพยายามจำ ทำไปเรื่อยๆ จะเข้าใจเอง
  • ถ้าจะเลือกอะไรกวนตีน โปรดจำไว้ เนตฟลิกซ์กวนส้นตีนได้มากกว่า
  • มันอาจจะทำให้คุณอยากทุบคอม หรือกระโดดถีบทีวี เนตฟลิกซ์ไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใดๆ ของทรัพย์ส่วนบุคคล
  • น่าเสียดายที่ iphone และ Smartphone บางรุ่นไม่สามารถใช้ฟังก์ชันนี้ได้
  • เวลาของภาพยนตร์ตอนนี้อยู่ที่ 1 ชั่วโมง 30 นาที คุณจะเลือกทางไหน เนื้อหาก็มีแค่นี้ คุณอาจจะรู้สึกว่ายาว แต่จริงๆ มันก็แค่นี้
  • พอเหอะ…ไปเล่นเลยเหอะ อย่าพยายามหาสปอยล์ตอนนี้ ไม่มีหรอก

Plot : เรื่องย่อ

ในปี 1984 สเตฟานเด็กหนุ่มวัย 19 ได้สร้างเกมหนึ่งขึ้นมาโดยอ้างอิงจากหนังสือนิยายชื่อว่า Bandersnatch ซึ่งเป็นหนังสือนิยา่ยที่มีเนื้อหาแบบที่คนอ่านสามารถเลือกได้ว่าจะให้ตัวละครดำเนินเรื่องไปในทิศทางไหน (สำหรับหนังสือคือการพลิกหน้าอ่านเอาตามตัวเลือกที่ต้องการ เช่น ให้ตัวละครทำสิ่งที่ 1 ให้อ่านหน้าที่ 23 เราก็ขยับไปอ่านเนื้อหาจากตรงนั้นต่อกันได้เลย เป็นเสน่ห์ของหนังสือนิยายสมัยก่อนยุค 1990s) เป็นต้น หนังสือจะพาเราไปหาจุดจบที่แตกต่างกันตามแต่ตัวเลือกของเรา ฟังดูไม่แปลกเลยสำหรับรูปแบบเกมในสมัยนี้ แต่สำหรับในทศวรรษของเรื่องเรียกว่า “ใหม่ที่สุด” ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อนที่จะทำเกมที่มีตัวเลือกหลากหลายพาไปหาทางออกสารพัดแบบนี้ แต่สเตฟานก็ใจสู้ ฮีก็เขียนเกมนี้ไปด้วยความรู้สึกสับสนระหว่างเรื่องจริงกับเนื้อหาในเกม เรื่องแต่ง หรือความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะในการให้กำเนิด Bandersnatch ผู้เขียนจบชีวิตลงด้วยการฆาตกรรมภรรยาของตนเองจนถูกจับกุมในที่สุด

cr. www.slashgear.com

นี่คือพล็อตหลักๆ ของเรื่อง ซึ่งก็ดูเหมือนจะบอกหมดแล้ว แต่เปล่านะ…นี่ไม่ได้สปอยล์เลยค่ะ ยังเหลือทางออกอีกมากตามที่เราจะเลือก ทั้งหมดคือต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองค่ะ

How to Play : เล่นยังไง?

วิธีเล่นไม่ยากค่ะ สำหรับการรับชมด้วยทีวีสามารถใช้รีโมตควบคุมตัวเลือกต่างๆ ได้ด้วยการกด ซ้าย หรือ ขวา เลือกได้แล้วกดตกลงเท่านั้นเอง ในแต่ละทางเลือกเรามีเวลา 10 วินาทีในการคิดชั่งใจว่าจะเลือกตัวเลือกไหน ก่อนที่เนื้อหาของหนังจะดำเนินต่อไปได้ค่ะ

สำหรับบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ www.netflix.com เราสามารถคลิกที่ตัวเลือกได้เลยทันที โดยเราจะรู้ได้ว่าคำถามกำลังจะปรากฏก็ตอนที่แถบอัตราส่วนภาพเปลี่ยนไป คือด้านล่างจะขยายใหญ่ขึ้นเพื่อใส่ช่องตัวเลือก ส่วนคำถามนั้น…จะมีทั้งแบบที่ตัวละครถามขึ้นมา หรือแค่เป็นตัวเลือกให้เราควบคุมการโต้ตอบของตัวละครหลักนั่นก็คือสเตฟาน

ครบเวลาสิบวินาทีแล้ว หากว่าไม่ได้เลือกตัวเลือก หนังจะสุ่มเอาจากจังหวะที่แถบสีขึ้นอยู่ตรงตัวเลือกไหน เช่น ถ้าแถบอยู่ตัวเลือกซ้าย แต่ยังไม่กดตกลง ก็จะถูกสุ่มให้ใช้ตัวเลือกนั้นๆ ไป ผลลัพธ์ก็จะเป็นไปตามตัวเลือกนั้น

Right or Wrong? จะรู้ได้ยังไงว่าเราเลือกถูกหรือผิด?

บอกเลยว่างานนี้ไม่มีผิด ไม่มีถูกทั้งนั้นค่ะ มันเป็นสีเทาๆ แต่ในการตอบแต่ละครั้งเราจะได้รับคำใบ้ สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ ยิ่งนานไปเราก็จะเห็นพัฒนาการและทิศทางบางอย่างของตัวละครบ้าง เพราะงั้นในการตอบ 1 ครั้ง เลือกให้ดีค่ะ เลือกให้ฉลาดเท่าที่สมองประมวลผลภายในเวลาสิบวิแล้วมันโอเคที่สุด รางวัลของการตอบดีคือเราได้เบาะแส แต่ถ้าตอบไม่ดี…โลกใบนี้ยังมีโอกาสให้คุณแก้ตัวใหม่อีกครั้งค่ะ กับทางเลือกใหม่เท่านั้นเอง 555

เพราะงั้นพลาดก็คือพลาด ที่พิมพ์มาเหมือนมีทางออกคือตอแหล ชั้นหลอกแก 555555555555555 ใช่สิ ชั้นโดนมันหลอกแล้ว แกก็ต้องลิ้มรสชาติเดียวกันไป ชั้นจะไม่ใบ้สักคำว่าควรตอบอะไร ไปวนลูปอยู่กับเวลา 1 ชม. 30 นาทีต่อไปจ้ะ

เริ่มต้นใหม่…เลือกใหม่ได้ไหม?

ได้สิ…มีตัวเลือกให้เสมอแหละ แต่ตัวเลือกเดิมจะมีไหมก็แค่นั้น โห้ยยยยยย พลาดแล้วอาจจะพลาดเลยอ่ะแก แถมไม่มีสูตรโกงด้วยในตอนนี้ อยากเล่นต้องเจ็บเอง ชั้นไม่บอกอะไรทั้งนั้น ทุกครั้งที่เราเลือกผิดพลาด หนังจะพาเรามาที่ทางแยกเดิมก่อนหน้าเสมอ อาจจะให้เราเลือกทางเลือกเดิมๆ ใหม่ หรืออาจจะไม่เหลือทางให้เลือกเดินก็มีค่ะ

เราไม่ต้องกลัวว่าจะจำไม่ได้ว่าเลือกอะไรบ้าง หนังจะสรุปเหตุการณ์ย่นย่อก่อนหน้าที่เราเลือกไว้ทั้งหมดย้อนให้เราดูผ่านๆ 1 รอบ ก่อนจะพาเราเดินหน้าต่อไปเพื่อเลือกตัวเลือกอีกครั้ง ดังนั้น…ไม่ลืมแน่ว่าพลาดอะไรค่ะ 5555

แล้วจะจบยังไง?

มันจบนะ มันมีพล็อตหลักของมันเอง ดังนั้นเนื้อหาทั้งหมดจะคุมให้หมดภายใน 1 ชม. 30 นาที จริงๆ โดยดำเนินเรื่องจากต้นไปจนจบอย่างต่อเนื่อง อาจจะมี flashback อดีตบ้างประปราย ระหว่างนั้นเราจะได้ลิ้มรสชาติความสับสนของเด็กหนุ่มป่วยจิตที่งงกับโลกว่าอันไหนจริง อันไหนปลอมเข้าไปอีก

จบแล้วจะไม่แนะนำหน่อยเหรอว่าควรเลือกอะไร?

ใบ้ให้นิดนึงก็ได้ ก็ถ้าสงสัยอะไร หรือระแคะระคายความจริงข้อไหน ให้เลือกข้อนั้นไป เช่น ถ้าเราสงสัยปมเกี่ยวกับวัยเด็กของสเตฟาน ก็เลือกให้เล่าหรือพูดถึงเกี่ยวกับแม่ ข้าวของในอดีตเป็นต้น พยายามคุมโทนไปในทิศทางที่เราคาดเดาได้ เราจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้กระจ่างขึ้นค่ะ

cr. nerdist.com

ถัดจากตรงนี้ไปจะมีเนื้อหาที่เข้าข่ายการ SPOILER!!!!

 

Films Analysis : บทวิเคราะห์

เราว่าใครเป็นแฟนคลับหนังสือ 1984 โดย George Orwell น่าจะประทับใจกับประเด็นที่หนังเอามาเล่นและสื่อได้ดีมาก สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า 1984 เป็นหนังสืออะไร? มันคือวรรณกรรมคลาสสิกสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 20 พิมพ์เมื่อปี 1949 แต่เล่าพื้นหลังในเรื่องเป็นปี 1984 โลกอนาคตหลังสงครามใหญ่ซึ่งทำให้โลกแบ่งเป็น 3 อำนาจใหญ่ที่พร้อมรบพุ่งกันบ้าง เป็นพันธมิตรจูบปากกันบ้าง โลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะทำให้คุณ “ถูกพี่เบิ้มจับตามองได้ตลอดเวลา” คุณจะไม่มีชีวิตส่วนตัวโดยแท้จริง เพราะชีวิตจะถูกจับตามองด้วยโทรภาพ (Telescreens) ซึ่งเป็นหน้าจอการสื่อสาร 2 ทาง โดยทำการส่งภาพที่พี่เบิ้มอยากให้เราเห็น รับรู้ หรือเชื่อ กับสอดแนมชีวิตของเราเพื่อไม่ให้มีความผิดเป็นภัยต่ออุดมการณ์การปกครอง โลกใน 1984 เต็มไปด้วยการควบคุม การทำให้เขื่อ ไปจนถึงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยเล่าสอดแทรกการเสียดสีสังคมแบบที่ประเทศแถวๆ นี้ก็มีบ้าง เราต่างอาจจะมี “พี่เบิ้ม” ในประเทศของเราเอง ประเทศไหนก็ไม่รู้ล่ะ คิดว่าอเมริกาก็คงมีอ่ะนะ

แล้วเวลาในหนัง ฺBandersnatch ก็เซตอยู่ที่ปี 1984 นี่พอดี แต่เป็นปี 1984 ที่เราควบคุมได้ เรามีสิทธิในการเข้าถึงเนื้อหา เข้าถึงชีวิต ไปจนถึงควบคุมการตัดสินใจของสเตฟานเต็มรูปแบบ เรียกว่า…เห้ย…บังเอิญเหมือนจงใจอ่ะ เรียกว่าเป็นกิมมิคที่เราเห็นและชอบมาก

หนังเรื่องนี้เล่นกับประเด็นการสื่อสารสองทาง เรามีส่วนรวม (Interactive) กับหนังได้ ทำให้การลำดับเนื้อหาเหตุการณ์น่าสนใจ เหมือนเราเล่นเกมนักสืบ ค่อยๆ เก็บเกี่ยวเบาะแสไปเรื่อยๆ จนถึงเห็นภาพรวมขนาดใหญ่ เราว่าหนังเรื่องนี้ไม่ควรแก่การมานั่งทำสปอยล์ก่อนไปดู ควรเล่นเอง พอเล่นจบสักรอบถ้าเบื่อค่อยหาสปอยล์ก็ได้ แต่ในเมื่อเรามองว่ามันคือเสน่ห์ เราจึงจะไม่เปิดเผยเนื้อหาทั้งหมดของเรื่องในบล็อก

การสร้างความซับซ้อนของโลกในความคิดตัวละคร

คือการทำให้พล็อตทั้งหมดมีความลึก มีความซ้อนทับอีกระดับด้วยปมปัญหาทางจิตของสเตฟานเอง ทำให้เราต้องพยายามแยกเรื่องราวต่างๆ อันไหนจริง อันไหนเกิดขึ้นในหัว สิ่งไหนคือการกระทำอันเกิดมาจากปมในอดีตของตัวละคร เหตุการณ์ คำถามทางเลือกต่างๆ จะพาเราไปกะเทาะเอาเบาะแสมาต่อกันเอาเองเป็นภาพรวม จนสุดท้ายบางคนเล่นจบ 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้ง อาจจะต้องมานั่งทำความเข้าใจใหม่ได้อีกมุม สนุกมากจริงๆ

โดยรวมแล้ว…เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้หากไม่พูดถึงลูกเล่นที่ทำให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับหนังแล้ว ยังมีการวางพล็อตหลักของเรื่อง ปมปัญหาตัวละครและความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละครก็สร้างความน่าสนใจให้หนังมีความน่าค้นหา แต่ด้วยระยะเวลาเพียงเท่ากับหนังฉายโรงเท่านั้น ทำให้มันดูเป็นเกมแนวปริศนาที่ง่ายสำหรับคอเกม แบบเล่นแป๊บเดียวจบ บางทีเล่นไปไม่ครบก็อาจจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว (อย่างไม่ละเอียดแค่ภาพรวม) จึงไม่ควรนำภาพยนตร์แนว Interactive ไปพิจารณาร่วมกับเกมประเภทนี้ ให้มองเป็นอีกอย่างเลยดีกว่า

เพราะงั้นปมปัญหาในเรื่องจึงไม่ได้ลงรายละเอียดชัดเจนครบทุกอย่าง ยังขาดปมของตัวละครแวดล้อมที่สำคัญบ้าง หรือไม่แน่ก็คนที่กำลังเขียนรีวิวนี้เองที่ยังค้นหาไม่พบ อย่างไรใครพบเห็นมุมมองที่แตกต่างไปจากนี้ ลองคอมเม้นต์คุยกันใต้บล็อกนี้ หรือจะเป็นโต้ตอบบนแฟนเพจ @DeadlyDoll ก็ได้ค่ะ อยากให้มีคนดูแล้วมา่คุยกันเยอะๆ สนุกดี

เราให้คะแนนที่ 8.9 คะแนน สำหรับพล็อตที่เกือบสมบูรณ์ แต่ได้คะแนนลูกเล่นค่อนข้างมาก คิดว่าในอนาคตน่าจะมีหนังรูปแบบนี้ออกมาให้ชมกันอีก และก็น่าจะมีการพัฒนาตัวเนื้อหาให้ดูดีขึ้นได้มากกว่านี้ ตอนนี้คือดี คราวหน้าอาจจะแบบโคตรเทพเลย!

ช่องทางลัดไปชมภาพยนตร์ Black Mirror:Bandersnatch >> https://www.netflix.com/watch/80988062 <<

หวังว่ารีวิวนี้จะมีประโยชน์สำหรับคนที่อยากลองหนังทดลองแบบนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่บล็อกหน้าจ้า

XOXO
Deadlydoll


Follow me ติดตามกันต่อได้ที่
🌙 Facebook : DeadlyDoll
🌙 Instagram : @Deadlydoll
🌙 Youtube : Deadlydoll Vanessa
🌙Email : deadlydollvanessa[at]gmail.com
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.