รีวิว Tomorrow I will date with Yesterday’s You เพราะทุกช่วงเวลาคือความสวยงาม

คุณเคยมองเห็น “ใครบางคน” แล้วรู้สึกว่า “คนนี้แหละ…ต้องคนนี้เท่านั้น” หากว่าคุณปล่อยโอกาสนี้ทิ้งไป แล้วทุกอย่างก็จะหายวับไปตลอดกาล เพราะเวลาไม่มีวันหวนกลับมา หากว่าคุณเคยรู้สึกเช่นนี้ Tomorrow I will date with Yesterday’s You หนังเรื่องนี้คือคำตอบของทุกความโรแมนติกที่อาจจะ…หรือกำลังจะเกิดขึ้นกับหัวใจของคุณ

tomorrow-i-will-date-11
Photo from www.zoomzogzag.com

“ขอโทษนะครับคุณ มันอาจจะแปลกไปหน่อย แต่ว่า…ผมชอบคุณ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมรู้สึกว่าต้องเป็นคุณ”

เป็นประโยคแรกที่พระเอก มินามิยะ ทาคาโทชิ ได้กล่าวกับ ฟุคุจู เอมิ สาวน้อยแสนน่ารักที่เจอกันบนรถไฟ ผู้เป็นความรักแต่แรกพบ ทำให้เขาจำเป็นต้องพยายามพูดความในออกไปโดยที่หัวใจของเขารู้สึกว่าไม่อยากจะคลาดโอกาสนี้ไปแล้วต้องเสียใจทีหลังนั่นเอง

tomorrow2
Photo from @kokomi_saito

Tomorrow I will date with Yesterday’s you [ぼくは明日、昨日のきみとデートする] หรือชื่อไทย วันพรุ่งนี้ผมจะเดทกับเธอคนเมื่อวาน เป็นเรื่องราวแนวโรแมนติก – ดราม่า – แฟนตาซี เกี่ยวกับเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งมาพบรักกัน ก่อนที่ฝ่ายชายจะค้นพบว่านอกจากพวกเขาจะมาจากคนละครอบครัวและสิ่งแวดล้อมแล้ง พวกเขายังอยู่คนละช่วงเวลาที่ห่างกันถึง 15 ปี เวลาของเขาเดินไปข้างหน้า…ส่วนเวลาของเธอเดินกลับหลัง และทุกๆ 5 ปีเท่านั้นที่พวกเขาจะได้พบกัน

หนังเรื่องนี้สร้างจากนวนิยายญี่ปุ่นขายดีของ Takafumi Nanatsuki ซึ่งขายดีทะลุ 1 ล้านเล่มในเวลา 2 ปี กำกับการแสดงโดย Takahiro Miki นำแสดงโดย Sota Fukushi และ Nana Komatsu เข้าฉายในญี่ปุ่นก่อนหน้าเราไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2016 ส่วนบ้านเราเข้าในเดือนแห่งความรักตั้งแต่วีคแรกคือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2017 ค่ะ สำหรับรายละเอียดทีมงานเราจะไปกล่าวกันทีหลัง ตอนนี้จะขอเข้าสู่พาร์ทเนื้อหาของหนังกันก่อน

tomorrow3
Photo from movies.yahoo.co.jp

เรื่องเล่าเริ่มต้นเมื่อทาคาโทชิ นศ.วิทยาลัยศิลปะได้พบเจอกับสาวน้อยที่เขาคิดว่าชาตินี้คงไม่กล้าจีบ แต่ก็ทำลงไปจนได้ และด้วยความที่เขาเป็นคนซื่อออกจะบื้อ ทำให้เขาโพล่งความในใจข้างต้น ออกไปต่อหน้าสาวคนนั้นที่ทราบภายหลังว่าชื่อ เอมิ นศ.วิทยาลัยเสริมสวย ที่อายุ 20 ปีเท่ากัน แถมระหว่างการพยายามจีบและนัดเดท ทาคาโทชิยังต้องพึ่งพาเพื่อนซี้คอยช่วยเหลืออีกต่างหาก นับว่าเป็นการเริ่มต้นเรื่องราวรักเปิ่นๆ แบบชวนขำเลยทีเดียว

tomorrow4
Photo from http://natalie.mu/eiga/news/211634

ที่น่าตกใจคือในระหว่างพยายามจีบกันนั้น ทุกอย่างดูง่ายดายไปเสียหมด เอมิดูจะเป็นผู้หญิงที่เข้ากันกับเขาได้ราวกับฟ้าส่งเธอมา เธอหาเขาเจอเสมอแม้จะไม่ต้องใช้การสื่อสารใดๆ แถมอะไรบางอย่างที่เธอพูดออกมา ดันกลายเป็นความจริงซะงั้น ราวกับว่าเธอมองเห็นอนาคตได้แน่ะ

news_header_bokuasu_201610
Photo from http://natalie.mu/eiga/news/211634

ทั้งสองใช้เวลาไปด้วยกันเป็นสิบวันด้วยความสุข ทาคาโทชิย้ายมาอยู่คนเดียว โดยมีเอมิเข้าเยี่ยมเยียนเสมอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ก็ดูจะรู้ใจเขาไปหมด ถ้าไม่นับที่บางทีจู่ๆ เธอก็ร้องไห้ขึ้น…

เธอมักจะชอบร้องไห้ในเวลาแปลกๆ เธอร้องไห้ในวันแรกที่เราพบกัน เธอร้องไห้ในวันที่เขาขอเธอเป็นแฟน เธอร้องไห้ในวันแรกที่เขาและเธอเรียกชื่อตัวเอง และเธอร้องไห้…ในคืนแรกของเขาและเธอ

เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่า…ทำไมเธอถึงบอกเขาว่า “ฉันเป็นคนน้ำตาไหลง่าย” และร้องไห้เสมอแม้ในเวลาที่น่าจะมีความสุข จนกระทั่งเขาได้พบความลับบางอย่างที่ทำให้เขารู้ว่า…ที่จริงแล้วเอมิเป็นคนที่มาจากอนาคต เวลาของเธอกำลังถอยหลังกลับมา ในขณะที่เวลาของเขากำลังเดินหน้า จะพูดว่ามาจากอนาคตคงไม่ได้ ต้องบอกว่าเวลาของพวกเขาคือเส้นขนานที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งกำลังเดินไปข้างหน้า อีกด้านกำลังเดินถอยกลับ

untitled-1

สิ่งที่ชวนงงที่สุดในหนังเรื่องนี้ นั่นคือข้อกำหนดของเวลา

โดยเวลาของพวกเขาห่างกัน 15 ปี คล้ายรอบวงโคจรของข้างขึ้นข้างแรม และด้วยอะไรบางอย่างอันพิสดารทำให้พวกเขามีโอกาสเจอกันทุกๆ 5 ปี 1 ครั้ง ในระยะเวลาประมาณ 30 วัน เท่ากับว่าหากนับเป็นรอบโคจร พวกเขาจะมีโอกาสมาพบเจอในช่วงเวลาที่อายุเท่ากันคือ 20 ปี ก่อนที่จะต่างเดินหน้า หรือถอยหลังออกจากกันไป

ยกตัวอย่าง ถ้าทาคาโทชิอายุ 5 ปี เอมิในช่วงเวลาที่จะพบพระเอกตอนนั้นคือ 35 ปี เมื่อทาคาโทชิอายุ 10 ปี เอมิจะอายุ 30 ปี ถอยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่อายุของทาคาโทชิเพิ่มขึ้น จนมาหยุดที่อายุ 20 เท่ากันพอดี

นอกจากนี้เท่ากับว่าเวลาใน 15 วันแรกที่พบกัน คือช่วงเวลาในครึ่งสุดท้ายที่เอมิจะพบกับทาคาโทชิ ทำให้ในวันที่ 1 ของทาคาโทชิที่พบกับเอมิ กลับเป็นวันสุดท้ายของเอมิที่จะได้พบกับทาคาโทชิ (วันที่ 30) ทำให้เธอนั้นล่วงรู้กำหนดการของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงวันเหล่านี้ และได้จดเอาไว้เป็นไดอารี่เพื่อเป็นไกด์ในการทำตามตารางวันแบบไม่ให้เกิดความน่าสงสัยสำหรับทาคาโทชิ ส่วนวันที่ทั้งสองมีเวลาเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุดคือวันที่ 15/16 จากนั้นเวลาของเอมิจะเริ่มถอยหลังไปจนถึงวันแรกของเธอ ซึ่งอาจจะทำให้เธอลืมเรื่องราวบางส่วนในชีวิตของทาคาโทชิไปบ้าง และในช่วงครึ่งหลังนี้เองที่ทาคาโทชิที่รู้ความจริงแล้วต้องเริ่มเป็นฝ่ายบอกเรื่องราวต่างๆ และดำเนินกิจกรรมตามไดอารี่ซึ่งกลายเป็นกำหนดการของแต่ละวัน

ทว่าหากรู้แล้วว่าความรักของทั้งสองคนมันเป็นไปไม่ได้เลย ทำไมเราถึงยังต้องมาเสียเวลาทำดีต่อกัน ทำอะไรตามสิ่งที่ถูกลิขิตไว้ทุกๆ วัน ราวกับไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ทำไมถึงต้องยอมจำนนต่อชะตากรรม วัน และเวลา และหากเมื่อฝืนมันไม่ได้…เราจะยังรักกันต่อไปเพื่ออะไร?

นั่นคือคำถามที่เกิดขึ้นในใจของทาคาโทชิ และผู้ชมไปพร้อมๆ กัน นั่นสินะ หากว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราจะแกล้งเล่นละครกันต่อไปเพื่ออะไรกัน?

tomorrow4
Photo from http://natalie.mu/eiga/news/211634

“พระจันทร์อยู่ห่างจากโลกถึงกว่า 4 แสนกิโลเมตร และใช้เวลาโคจรรอบโลกอีกถึง 27 วัน และอีก 2 วันเราถึงจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงนะ” เพื่อนสนิทที่สุดของทาคาโทชิกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าเป็นทุกข์ของเพื่อน

เขาตอบกลับไปด้วยความขมขื่นไม่กล้าสบตา…

“แต่พระจันทร์ก็ห่างออกจากโลกประมาณทุกๆ 4 เซนติเมตรต่อปีนะ”

กระนั้นดวงจันทร์ก็ยังหมุนไปพร้อมๆ กับโลกอย่างหยุดไม่ได้ สิ่งที่พอจะทำได้คือการเผชิญหน้า เรียนรู้ และอยู่กับเงื่อนไขที่ได้รับมาให้ดีที่สุด มันก็คือรูปแบบทั่วๆ ไปของการใช้ชีวิตนี่นา

ดังนั้นจากการไม่ยอมรับ จึงกลายเป็นการเผชิญหน้าเพื่อทำความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ด้วยกัน ไม่ว่ามันจะตรง หรือไม่ตรงกับสิ่งที่เขียนเอาไว้ล่วงหน้า แต่พวกเขาก็พยายามทำทุกอย่างในเวลาที่เหลืออย่างเต็มที่

tomorrow5
Photo from http://natalie.mu/eiga/news/211634

เราคิดว่าคนที่อ่านรีวิวถึงตอนนี้…คงพอจะเดาตอนจบของหนังเรื่องนี้ได้แล้วว่า “พวกเขาต่างก็ใช้เวลาที่เหลือของตัวเองไปตามยถากรรม” ไม่ได้มีการทลายลิขิตฟ้าใดๆ เพื่อทำให้ทั้งสองได้ลงเอยกันในห้วงมิติเดียวกัน

แล้วทำไมเราถึงควรดูหนังเรื่องนี้กันล่ะ?

เออ! คำถามเดียวกับเมื่อกี้ไหม ทำไมเราต้องเล่นต่อทั้งๆ ที่รู้จุดจบ แล้วทำไมคนดูต้องดูต่อ ทั้งๆ ที่ก็รู้ตอนจบอยู่แล้วว่าหนังจบไม่สมหวัง?

เพราะบางครั้ง…หลายครั้งเลยที่สิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่จุดเริ่มต้น หรือปลายทาง แต่มันคือ “ระหว่างทาง” ต่างหาก ฉะนั้นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้นับจากตอนหักมุมแตกยับตรงกลางเรื่อง (สำหรับคนเดาพล็อตไม่เก่ง) คือการที่ทำให้เรายังต้องนั่งดูพร้อมคำถามว่า “แล้วที่นี่จะเอาไงล่ะ?” เพื่อที่จะลุ้นไปกับการตัดสินใจของพระนางคู่นี้ รวมถึงได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งในอดีต และอนาคตในเงื่อนไขเวลาของทั้งคู่

เวลากับความสัมพันธ์เป็นของคู่กันเสมอ บางคนมีมาก บางคนมีน้อย บางคนผ่านมาเพื่ออยู่ด้วยกันตลอดไป บางคนแค่ผ่านมาแล้วเหลือเพียงความทรงจำ แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือในช่วงเวลานั้น…ช่วงเวลาที่เรารู้ตอนจบว่ามันจบไม่สวย มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆ ต่อกันไม่ใช่หรือ?

หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ทำให้เราต้องถามตัวเองว่าที่ผ่านมาเราเอาเวลา ความคิด ไปทิ้งไว้กับอะไร และลองเปลี่ยนมุมมองดูว่าอย่างน้อย…อย่างน้อยแม้ในช่วงชีวิต เราอาจเจอความสัมพันธ์ที่จบลงอย่างวอดวาย แต่ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน…ความสุขนั้นคือความจริง ไม่ใช่เรื่องหลอกลวง

เช่นเดียวกับเรื่องของทาคาโทชิ กับเอมิ ที่แม้จะรู้ว่าพรุ่งนี้เป็นอย่างไร รู้ว่าวันไหนต้องจากกัน แทนที่จะเทกันไปคนละทาง กลับเดินกลับมาหากัน เพื่อจะสร้างวันเวลาที่เหลือให้สวยงามและคุ้มค่าที่สุด

และแน่นอนงานนี้ผู้กำกับเอาอยู่มากกับงานภาพประกอบค่ะ

สิ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้เนื้อเรื่องคืองานภาพและนักแสดง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้โลเกชั่นเป็นเกียวโต เมืองหลวงเก่าที่เป็นแหล่งอารยธรรม ซึ่งมีมุมสวยๆ คลาสสิกในตนเองอยู่มากมาย นอกจากนี้ภาพที่แสดงออกมาในเรื่องยังเต็มไปด้วยโทนสีที่อบอุ่นละมุนตา และบางช็อตดูชวนฝันเสียเหลือเกิน งานดีแบบนี้ต้องขอบคุณทีมศิลป์ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ค่ะ

sota_tomorrow
Photo from http://movie.sanook.com/65681/

นักแสดงนำชาย Sota Fukushi (ซาโต้ ฟุคุชิ) ผ่านงานแสดงบทเด่นๆ มาอย่างโชกโชน อาทิ Say ‘I love you’ (Sukitte iinayo.) ซึ่งมีฉบับหนังสือการ์ตูนตีพิมพ์กับสนพ.บงกชในชื่อ “พูดคำว่ารักกับฉันสิ” กับ Strobe Edge ผลงานที่สร้างจากมังงะเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่แนว Thriller ร่วมกับผู้กำกับ Takeshi Miike อย่าง As the God will (เกมเทวดา) ก็ยังเล่นมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีงานพากษ์ไม่น้อยเลยทีเดียว

tomorrow
Photo from pantip.com/topic/36031875

สำหรับนักแสดงหญิง Nana Komatsu (นานะ โคมัทสึ) เคยผ่านงานที่ทุกคนคงแทบจำไม่ได้จาก The World of Kanako หนังดราม่า-ทริลเลอร์ (กระเดียดไปทาง Pink Film) ในบทคานาโกะ ตัวเอก ซึ่งเปิดตัวมาก็ได้รับบทที่ติดตาต้องใจ ด้วยเสน่ห์ที่ดูประหลาด ทั้งสวยงามน่ารัก แต่ก็ลึกลับน่าค้นหา ทำให้แม้จะโปรไฟล์ไม่หวือหวาเท่าพระเอก แต่ก็ได้ใจคนดู ร่วมถึงผู้กำกับเองด้วย

ส่วนตัวผู้กำกับ เราต้องขอบอกเลยว่าไม่เคยผ่านงานเขามาก่อนเลย แต่ที่ต้องกล่าวคืองานลำดับภาพในเรื่องนี้จัดว่ายอดเยี่ยมจนถูกใจ และต้องขอพูดเพิ่มอีกสักประเด็น คือ…

สัญญะโดดเด่น แต่เข้าใจง่าย และกลมกลืนไปกับเนื้อเรื่องอย่างแยบยล

คืออีกจุดขายที่อยากให้ไปลอง เมื่อหนังพูดถึงเรื่อง “เส้นขนานที่สวนทางกัน” รวมถึงมีไอเดียจาก “วงโคจร” ของพระจันทร์ ทำให้เรามักจะพบเห็นสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ผู้สร้างใส้ไว้เสมอ

นับตั้งแต่การเปิดเรื่องด้วยรถไฟ คือเส้นทางต่อไปไม่มีวันจบสิ้น บางรางอาจจะขนานกันไปตลอด บางรางอาจมีมาบรรจบกันบ้าง แต่หากเส้นทางไม่ตรงกัน รถไฟบางสายก็ต้องแยกออกไปในเส้นทางคนละเส้น

ฉากการเดตอย่างเป็นทางการที่เลือกใช้ “สะพาน” เป็นจุดนัดพบ อาจหมายถึงช่วงเวลาที่มาบรรจบกันที่อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สองคนอายุเท่ากัน ทำให้เชื่อมสายใยความรักเข้าหากันได้ในเวลาดังกล่าว ดังมีสะพานเป็นทางข้ามเข้ามาหากัน ในทีนี้สะพานสื่อถึงพรมแดนที่มาบรรจบกันโดยมีบางสิ่งช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้เจอกันในรอบนี้

นอกจากนี้การใช้ฉากโทริอิหมื่นต้นของศาลเจ้า Fushimi Inari นอกจากมองในความสวยงามและเป็นจุดขายของเมืองเกียวโตที่คนต้องแวะแล้ว ยังสื่อได้ถึงทางเดินของชีวิตอันยาวไกล ซึ่งน่าจะเข้าพวกกับทำนองเส้นทางจังหวะชีวิตของคนด้วย ซึ่งฉากนี้ยังอยู่ในช่วงที่สองคนยังอยู่ด้วยกัน ยังไม่เริ่มมองเรื่องการจากลา

การเลือกใช้ “ทางแยก” บางฉากในบางตอน ซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งไม่ลงตัวของเส้นทาง หรืออาจสื่อได้ถึงเงื่อนไขชีวิตของทั้งสอง ทางแยกนี้อยู่ในละแวกบ้านใหม่ของทาคาโทชิเอง และปรากฏหลายครั้ง ประมาณคร่าวๆ 2-3 ครั้งได้ ซึ่งมักจะมาในจุดขัดแย้งของเรื่องพอดี

หากตั้งใจดู ไม่อินหนัก อาจจะเจอประเด็นน่าสนใจกว่านี้ แต่อันนี้ก็รู้สึกว่าคิดเยอะกว่าผู้สร้างเกินไปแล้วมั้ง แต่เป็นอะไรที่น่าสนใจแล้วเอาไปคิดต่อดีนะ สำหรับเรื่องสัญลักษณ์ในเรื่องที่เข้ากับธีมหนังเหลือเกิน

tomorrow6
Photo from http://natalie.mu/eiga/news/211634

หนังเรื่องนี้สำหรับเราเป็นเรื่องแรกที่เราให้คะแนน 10/10 และมองว่ามันคือหนังที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเรา ความสวยงามที่เราพูดถึง ไม่ใช่แค่งานภาพ งานนักแสดง แต่เป็นเนื้อเรื่องและภาพรวมของหนังที่ตราตรึงอยู่ในใจคนดู และตอนจบที่พาอิ่มเอมใจ อบอุ่น แม้ยังมีรอยคราบน้ำตา

เป็นหนังที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ได้อย่างแยบยล แต่เข้าถึงง่าย ดูไม่ยาก และพาคนดู “อิน” กันจนน้ำตาไหลพราก ใครคิดจะไปชมต้องแอบพกอะไรไปไว้ซับน้ำตาหน่อยนะคะ เพราะหนังเรื่องนี้ปลื้มปริ่มมากจริงๆ

แล้วพบกันใหม่…วันพรุ่งนี้นะ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s