Bookburi: Read Everywhere We Need #5 ไปล้อมวงอ่านกวีที่ระยอง

(ดองไว้ตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2559) แม้ว่าหนังสือจะเหมือนประตูที่เปิดพาเราไปสู่สถานที่อื่น แต่บางสิ่งที่หนังสือตอบสนองเราได้ลำบากคือ “มิตรภาพระหว่างบรรทัด” และ “ประสบการณ์ร่วม” ระหว่างทาง…บันทึกการเดินทางไปกับบุ๊คบุรี เพื่อไปล้อมวงอ่านกวีในวันสุนทรภู่ ที่อ.แกลง จ.ระยองค่ะ

สำหรับทริปครั้งนี้ เราไปร่วมกิจกรรม ครั้งแรก กับทางร้านหนังสือบุ๊คบุรี ซึ่งเป็นร้านหนังสืออิสระย่านเทเวศวน์ ในกทม.นี่เอง ไม่ไกลจากหอสมุดแห่งชาติสักเท่าไร ทางบุ๊คบุรีนั้นเริ่มจัดกิจกรรมภายใต้ธีมการนำหนังสือไปแลกกันอ่านระหว่างทริปท่องเที่ยว โดยเลือกพาหนะเดินทางเป็นรถไฟ เพื่อให้เราได้มีเวลาชมนกชมไม้ อ่านหนังสือ หรือทำความรู้จักกันระหว่างทาง (ที่สำคัญ…ประหยัดอีกด้วย)

เราลงชื่อไว้กับทางร้านตั้งแต่ครั้งแรก ทว่าด้วยเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายขณะใกล้วันเดินทาง รวมถึงอาการกลัวสถานที่ต่างถิ่น คนแปลกหน้าอันสืบเนื่องมาจากโรคซึมเศร้า ยังคงรุมเร้าให้เราปล่อยวางไม่ได้ ตอนนั้นยังมีแฟน…อยู่มั้งนะ เอาเป็นว่ายังมีคนให้ความสำคัญดูแลกันอยู่ แค่เค้าไม่ว่างไปด้วย ก็ทำให้เรากลัวไปอีกหลายๆอย่าง

สรุปคือ…เทเฉย ทั้งๆที่จ่ายเงินไปแล้ว แย่เนอะ

เอาเป็นว่าเรื่องเก่าๆ อย่าไปสนใจเลย 55 จนถึงตอนนี้ครั้งที่ 5 เวลาก็ผ่านมาได้สักระยะ เรามีการปรับตัวมากขึ้น คนที่เคยอยู่ก็จากไป ก็คงดีอยู่แค่ยาที่กินมานานเริ่มจะปรับเคมีในสมองให้อยู่ในจุดที่พอตั้งตัวได้บ้าง คือมีความกังวลผสมอยู่ (ไม่รู้ว่าเพราะ OCD ที่แอบแฝงหรือแค่ซึมเศร้าแบบเดิม) แต่ก็ผลักตัวเองให้ออกจากถ้ำได้สักที เลยคิดว่า…เออ! กูจะไปเที่ยว! เมื่อก่อนคนเดียวก็ไปไหนๆได้ นี่มีคนไปตั้งเยอะ เราโอเคน่ะ ปรึกษากับพี่พิมเจ้าของร้านแล้วเรื่องโรคฯ ก็ดูเหมือนจะพอเข้าใจกันได้ แม้ว่ามันจะไม่มีอาการชัดเจนแบบภูมิแพ้หรืออย่างอื่นก็ตาม

เวิ่นซะเยอะ เข้าเรื่องเลย เริ่มที่การเดินทาง

ขอขอบคุณภาพจากดฟสบุ๊คพี่สกล หนึ่งในผู้ร่วมทริปนี้ค่ะ

จังหวัดระยองที่เราจะไป ไม่มีทางผ่านของเส้นทางรถไฟ ทริปนี้จึงต้องเลี่ยงมาใช้บริการรถตู้แทน โดยเราเลือกจุดนั่งรถตู้คืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตรงมุม Victory Corner เรานั่งไปลงที่บริเวณตลาดสามย่าน อ.แกลง สนนราคาอยู่ที่คนละ 160 บาท (ถ้าจำไม่ผิดนะ เอาเป็นว่าไม่เกิน 180)

ขอขอบคุณภาพจากดฟสบุ๊คพี่สกล หนึ่งในผู้ร่วมทริปนี้ค่ะ

หน้าตารถตู้ เขียนว่า กทม. – แกลง (สามย่าน) – แหลมแม่พิมพ์ ทั้ง 9 ชีวิตทั้งทริป โดยมีชายหนุ่มไปกัน 2 คน ห้อมล้อมด้วยหญิงสาว แทบจะใกล้เคียงกับฮาเร็มของพระอภัยมณี บทประพันธ์เอกของสุนทรภู่จริงๆ ล้อหมุนราวๆ 9.00 น. และถึงท่ารถตรงริมถนนสุขุมวิท ตลาดสามย่าน อ.แกลง ราวๆ น้องเที่ยงไปหน่อย

ที่บอกเวลาชัดเจนไม่ได้ เพราะหลับยาวน่ะ…ไม่ได้นอนตลอดคืน ปั่นคลิปรีวิวและแต่งหน้าก่อนไปอย่างรีบเร่ง หลังจากหลับเต็มตื่นไม่สนใจแรงกระแทกของเบาะหลัง ก็มาถึงระยองโดยปลอดภัยดี และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทางพี่ฐอน เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่นี่เอง

ร้านสุนทรภู่ เป็นร้านหนังสืออิสระใน จ.ระยอง โดยมีธีมที่ไม่ได้ขายแต่หนังสือดี เค้ายังมีชาดี หอมกรุ่น รอต้อนรับกันด้วย

ผนังสีพาสเทลสดใสช้วยเพิ่มความร่าเริงให้กับชั้นหนังสือที่เคร่งขรึมได้ดีทีเดียวเชียว

เสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระเหล่านี้ คือคุณจะสามารถพบเจอหนังสือนอกกระแสตลาด หนังสือเฉพาะทางที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นขึ้นหิ้งของร้านหนังสือแฟรนไชส์ได้ที่นี่ ทำให้คนอ่านมีทางเลือกในการเสพหนังสือได้หลากหลายมากกว่าร้านหนังสือที่มีสาขาเยอะ ซึ่งต่างต้องพยายามเอาใจลูกค้าทุกระดับ และพยายามจับตลาดใหญ่ๆ ในตอนนั้นๆ

ภายในร้านมีมุมหย่อนใจเล็กๆ ให้ได้นั่งสูดกลิ่นชาหอมๆ และอ่านหนังสือไปได้ด้วย แต่วิวอาจจะจำกัดไปหน่อย

ขอบคุณรูปจาก Bookburi ค่ะ

ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว กลัวจะไม่มีเวลาได้ถ่ายรูปรวม เลยต้องขอแชะภาพรวมบุคคลที่มาร่วมทริปเดียวกันสักหน่อยค่ะ เอาตัวเองไปอยู่ด้านหลัง เพราะคิดว่าอยู่ตรงไหนก็เห็น อ่าห์~~~ ความผมฟ้ามันดีตรงนี้เอง

ขอบคุณรูปจาก Bookburi ค่ะ

เนื่องจากความผิดพลาดในการสื่อสารกับคนรถ ทำให้เราต้องรบกวนทางพี่ฐอน เจ้าของร้านสุนทรภู่ ช่วยเป็นธุระไปส่งชาวคณะที่ร้านอาหารในตลาดแทนไปก่อน

ขอขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊คพี่สกล หนึ่งในผู้ร่วมทริปนี้ค่ะ

เรามาฝากท้องกันที่ร้านเกี๊ยวปลานายเคี้ยม เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเส้นปลา ที่มีทีเด็ดที่เกี๊ยวปลาขึ้นชื่อ เจ้าดั้งเดิมของเมืองแกลง มาถึงที่ ต้องโดนของดีประจำถิ่นสิคะ ขอขอบคุณเจ้าถิ่นอย่างพี่ฐอนมากๆ อีกที และหลายๆทีค่ะ

รู้สึกว่าทั้งโต๊ะจะสั่งเมนูเดียวๆกัน คือเกี๋ยวปลารวมมิตร หรืออะไรเทือกๆนี้ จำชื่อได้ไม่แน่ชัด เพราะหิวมาก แต่มันคือรวมเครื่องเกี๊ยวสารพัดอย่างของเค้านั่นล่ะ สั่งเกือบจะเหมือนกันหมด ต่างกันแค่เครื่องบางส่วน นี่แอบถ่ายของน้องข้างๆ เพราะของเราไม่มีผักแล้วมันแห้งแล้ง

ไม่เชื่อดู…แห้งแล้งไหมล่ะ = = แต่อร่อยจริงๆนะ น้ำซุปหวานกระดูกหมู เกี๊ยวมีความแน่นไส้ เกี๊ยวกุ้งระเบิดคือมีความกรุบ ฟินเบาๆ แบบชาวบ้านๆ อ่ะ แนะนำว่ามาแล้วแวะนะ คนเยอะหน่อย อย่าไปกินสาขานอกตลาด อันนั้นคนละเจ้ากัน ของแท้ของดีต้องนายเคี้ยมในตลาดนะจ๊ะ

หลังจากฝากท้องเรียบร้อย และสามารถสื่อสารกับคนรถรู้เรื่องแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินทางไปเก็บกระเป๋าเข้าที่พักกัน เราฝากกายกันไว้ที่บ้านชนะชล โฮมสเตย์ค่ะ อยู่ริมน้ำ บรรยากาศดีงาม

ทางเข้าดูเหมือนบ้านคนเฉยๆ แค่มีป้ายใหญ่ๆ เขียนบอกเราว่าที่นี่เป็นโฮมสเตย์ ถ้าดูภาพจากในเว็บอาจจะรู้สึกว่าดูไม่น่านอน แต่พอมาเจอที่จริงๆแล้วแบบ…มีความต้องการทิ้งตัวสูง น่าอยู่น่านอนดีกว่าในภาพถ่ายในเว็บอีก

ป้ายหากินของที่นี่แน่ๆ แลดูสวยงามเป็นมุมถ่ายภาพ (แม้ว่าความจริงมันจะตั้งอยู่หน้าห้องน้ำในส่วนกลาง…)

บรรยากาศริมปากน้ำประแสร์ มีกลิ่นของทะเลบางๆ คละกลิ่นโคลน ลมเย็นจนน่านอนเหลือเกิน แต่เดี๋ยว! เราเพิ่งมาถึงกันเอง จะนอนเลยได้ไง!

ส่วนกลางเป็นชานโถงริมน้ำ มีคาราโอเกะบริการถึงสี่ทุ่มโดยประมาณ ส่วนตอนเช้ามีอาหารเบาๆ เป็นข้าวต้มพร้อมรับประทาน แต่ถามว่าเราตื่นทันไหม? ขอบอกเลยว่าม่ายยยยยย….

ตามรีสอร์ทหรืองานเลี้ยงมี Welcome Drink ที่นี่มี Welcome Mango นาจา…ที่นี่เค้าทานมะม่วงจิ้มกับน้ำตาลหวานคลุกกะปิเคย อร่อยดีจนว่าจะลองทำที่บ้านเลย

ขอบคุณรูปจาก Bookburi ค่ะ

นั่งชิลๆ เริ่มแลกเปลี่ยนพูดคุยกันบ้าง รอจนมะม่วงหมด จึงได้เริ่มออกเที่ยวกัน

การเดินทางท่องเที่ยวในประแสร์ ตามโฮมสเตย์จะมีบริการรถพ่วงข้างแบบนี้ให้เราจ้าง ซึ่งจะคิดค่าบริการเป็นรอบๆ ส่งไปค่ะ

รถจะพาเราเลาะชมตลาด ได้ดูวิถีชีวิตชาวบ้านในตลาดด้วย ยังคงมีบ้านเก่าแบบนี้ให้เห็นเป็นระยะ สลับกับบ้านปูน จริงๆ บรรยากาศที่นี่ดูเรียบง่ายไม่น่าตื่นเต้นสำหรับเรา เพราะดูเหมือนบ้านย่า…บ้านเกิดของพ่อที่ต.สาขลา ปากน้ำ ฝั่งเมืองพระประแดงอยู่แล้ว เราที่ไปเจอชุมชนตามแถบป่าชายเลนตั้งแต่เด็กเลยเฉยๆ

แวะสักการะศาลกรมหลวงชุมพรฯ (มั้งนะ) แต่ก็ดันเอาแต่เล่นกับหมา เรานี่แย่จริงๆ

วิวจากบริเวณศาล เป็นโค้งน้ำพอดี

มองเห็นวิวของทุ่งโปรงทองไกลๆ ซึ่งเป็นที่หมายถัดไปของทริปนี้ค่ะ

หลังจากนี้ทางชาวคณะได้เดินทางไปชมเส้นทางในป่าชายเลน ชมระบบนิเวศป่าโกงกาง ก่อนจะไถลผ่านเส้นทางเดินในป่าราวๆ 2-3 กม. โผล่ออกตรงที่ตั้งเรือรบประแสร์พอดี

เลยมีวิดีโอสั้นๆ ให้ชมบรรยากาศ ถ้าใครขี้เกียจอ่านก็ดูรูปจากวิดีโอไปเพลินๆ ได้ค่ะ *อย่าตกใจหน้าของเราก็พอ

ป้ายทำลายมุมถ่ายภาพที่เจอกันในโค้งแรก แต่ก็เป็นคำเตือนล่วงหน้าจริงๆ เพราะเส้นทางบางส่วนยังไม่เรียบร้อย กรุณาเดินอย่างมีสติ

แรกๆ ภาพวิวที่ให้เสพ คงมีแต่ชีวิตของลูกปลาลูกปูตามแนวรากโกงกางสีโคลนแบบนี้

พ้นจากแนวกิ่งก้านสีน้ำตาลของรากโกงกาง ทางเดินจะเริ่มยกสูงเพื่อพาเราสู่ยอดไม้ จะได้เห็นทิวยอดสีทองอร่ามของโปรงทอง

ตั้งแต่เด็กไม่เคยคิดว่ามันจะมีวิวสวยๆของยอดโกงกางได้ขนาดนี้อ่ะ แกร๊! มีความฟินมาก มันมลังเมลืองไปซะหมด นึกว่าไม่ได้อยู่ในไทยแลนด์

สวยขนาดนี้ไม่เซลฟี่ได้ไง กดมันเข้าไปให้เมมเต็มค่ะ

ทริปนี้เป็นทริป Book Club ต้องมีรูปหนังสือเซ่! ของตัวเองลืมหยิบมาจากบ้านพัก ก็ยืมปีกหักของพี่ที่มาด้วยถ่ายไปก่อนค่ะ สีปกแอบตัดกันดีด้วย

ถ่ายรูปพอใจแล้วก็เดินต่อค่ะ มุมนี้มุมขายของ คนรอถ่ายต่อเยอะ

กลับมาสู่วิวป่าชายเลนอีกครั้ง แล้วก็เดินยาวๆ

ความ Sloth ที่ทำให้เห็นต้นไม้ไม่ได้ ต้องขอห้อยโหน

ทางการมีแนวโน้มจะปลูกป่าโกงกางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องที่ดี สมุทรปราการบ้านเราน่าเอาบ้าง

ตอนเดินก็ไม่รู้หรอกว่าไกลแค่ไหน ตัวเองคิดว่าแค่กิโลฯกว่าๆ ออกมาเจอแผนที่ พบว่าเดินไปเกือบสามกิโลเมตร แต่เรายังไม่เหนื่อยเท่าไหร่ สงสัยความแข็งแกร่งสมัยทำงานสำรวจฯ ตอนสาวๆกลับมาแล้ว หลังจากนอนระทมด้วยความซึมเศร้าหลายเดือน

ยังคงออกมาใช้บริการรถรับจ้างค่ะ เพราะหลายๆคนน่าจะหมดแรงเดินแล้ว แต่ยังอยากชมเรือรบ เลยให้เขาขับวนไปส่งขึ้นเรือก่อน

เรือรบประแสร์ลำนี้เคยปฏิบัติการจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยนะคะ แต่ถามว่ามีได้เข้าร่วมรบไหม อีนี่ไม่ทราบ ต้องขออภัย แต่เคยเห็นภาพเก่าเรือลำนี้ในห้องของก๋ง ซึ่งก๋งเราเคยเป็นกองช่างสังกัดทหารเรือไทยในช่วงเวลานั้นด้วย (แต่เรือก๋งไม่ใช่ลำนี้)

หลังจากที่เดินชมเรือได้สักพัก พวกเราก็ค้นพบว่า…หิวค่ะ วนรถไปตั้งใจจะทานร้านย่าฉิม ใกล้ๆโฮมสเตย์ เค้าว่าเป็นอาหารพื้นบ้านที่ดี แต่เค้าดันปิดเทเรา เราเลยต้องกลับมาหาร้านที่หาดแถวหัวเรือรบแทน

มาหาดก็ต้องมีความถ่ายรูปชายหาดหน่อยสิคะ…

ระหว่างทางแอบได้แวะถ่ายภาพที่พักจากสะพานข้ามแม่น้ำค่ะ ตรงที่มีเรือจอด จั่วสีเขียวนั่นแหละ หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงชีวิตใคร ชีวิตมัน เอ้ย เวลาส่วนตัวของแต่ละคน ดื่มกินกันตามอัธยาศัย ก่อนจะมาเจอกันใหม่ในตอนเช้า

แวะชมหาดตอนเช้าๆ สายๆ ถ้าจำไม่ผิด วันนี้ฟ้าหลัวๆ เพราะฝนตก

แน่นอนว่าเมื่อมาร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ เราก็ต้องพูดถึงงานหนังสือกันบ้าง แต่บอกตรงๆ วันนั้นเข้าโหมดมึนและงงอยู่ค่ะ แต่กิจกรรมในวันนั้นค่อนข้างน่าสนใจ เพราะมีทั้งการเสวนาสำหรับรุ่นเด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยมีการประกาศรางวัลแต่งกลอนของโรงเรียนในละแวกนั้นด้วย

รวมถึงการแสดงจากศิลปินรุ่นไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ที่เริ่มมีงานเขียนของตัวเองแล้วเช่นกัน เราจำไม่ได้ว่าเค้าเรียกว่าอะไรในส่วนนี้ ต้องขออภัยด้วย

ไฮไลต์ที่ทำให้คนมางานวันนี้เยอะมากที่ร้านสุนทรภู่คือ “น้องเรไร” เจ้าของหนังสือและแฟนเพจยอดนิยม “เรไรรายวัน” ที่มาโชว์ตัวในงาน นับถือน้องมากค่ะ ที่เป็นคนขยันเขียนแต่เล็ก เพราะยุคนี้หานักเขียนวัยเยาว์ได้ยากเหลือเกิน

ระหว่างเค้าเสวนากัน เราก็แอบส่องมุมเครื่องดื่ม ร้านนี้เค้ามีที่เด็ดที่ “ชา” ค่ะ มีชาให้เลือกลิ้มลองหลากหลายมากๆ จิบแกล้มหนังสือสักเล่ม ขอบอกเลยว่าฟิน ราคาชาตามคุณภาพเลยค่ะ เราได้ซื้อชาอัสสัมกลับมาด้วย เพราะทนความหอมจากใบชาไม่ไหว และเป็นใบชานำเข้านะคะ ไม่ใช่ของในประเทศ ผลิตด้วยวิธีการดั้งเดิมจริงๆ พี่ฐอนเจ้าของร้านเป็นคนนำเข้ามาเองจากหมู่บ้านที่ผลิตเลยค่ะ แล้วนำมาแบ่งขาย

ก่อนกลับก็มีรูปรวมกับนักเขียนรุ่นพี่ๆ และเจ้าของร้านหนังสืออิสระต่างๆ ที่มาร่วมงาน รูปนี้ไม่มีเรา แน่นอนซิ…ยืนถ่ายอยู่นี่นา 55

ก่อนจากกัน พี่ฐอนได้ขอให้พวกเราที่มาร่วมกิจกรรมแต่งกลอน หรือเขียนกวี ตามธีมวันสุนทรภู่เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับทางร้าน บอกเลยว่าที่ไปนี่สมองยังไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้ อย่าว่าแต่กลอนที่ปกติคล่องเลย วันนี้กลับไม่คล่อง คิดคำนานมากจริงๆ แต่สุดท้ายก็เค้นมาได้แบบมึนๆ

กลอนแปดมั่วๆ ถ้ามันผิดเสียง ไม่ต้องแปลกใจ เรามีปัญหากับการผันวรรณยุกต์และการแยกแยะเสียงต่ำ-กลาง-สูง หนักมากจนเราใช้วิธีจำการเขียน แทนการจำรูปแบบการออกเสียงไปแล้ว แต่ก็ยังหน้าด้านแต่งออกมาให้เค้าไปแปะฝาประตู 55

ทิ้งท้ายกันไปด้วยภาพรถสวยๆ ของพี่ฐอนที่จอดไว้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของโชว์หน้าร้าน แอบโฆษณาแบบไม่เนียนเลยว่า ร้านหนังสือสุนทรภู่เป็นร้านที่คนแวะไประยองน่าลองไปสักครั้ง ยิ่งถ้าคนชอบชา อยากลองเล่นชาหลายๆ แบบ ไปลองฝีมือการชงที่นี่ได้ค่ะ รวมถึงคนที่ตามหาหนังสือที่หายากในร้านแฟรนไชส์ตามห้าง บอกเลยว่าแอบไปคุ้ยๆ ที่นี่ดู อาจจะเจอขุมทรัพย์!

อย่างไรก็ตาม…ขอขอบคุณโอกาสแรกจาก Bookburi ที่ทำให้เราได้สามารถออกมาทดลองเจอคนได้หลังจากซึมเศร้าหนักๆ เราได้พบมิตรภาพจากการมาทริปครั้งนี้อย่างอบอุ่นแม้เวลาจะผ่านไปแค่สองวัน รวมถึงขอบคุณร้านหนังสือสุนทรภู่และพี่ฐอน สำหรับการทำให้การมาเมืองแกลงนี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด

ขอบคุณ และขอบคุณทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสองวันนั้น ^^

XOXO
Deadlydoll

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s