{Review} Room เด็กชายในห้องปิดตาย-เมื่อโลกทั้งใบของผมคือคุกของแม่

“กาลครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะเกิด แม่เอาแต่ร้องไห้อยู่หน้าทีวีทั้งวัน จนกระทั่งแม่กลายเป็นซอมบี้ หลังจากนั้นผมก็พุ่งมาจากสวรรค์ตรงลงมาจากหน้าต่าง แล้วมาที่ ห้อง นี้…

…ผมเตะข้างในท้องแม่ ตูม! ตูม! และจากนั้นผมก็กระเด็นออกมาจากท้องตรงมาที่พรม และเมื่อผมลืมตาขึ้น แม่ก็ตัดสายสะดือ แล้วพูดว่า “สวัสดี แจ๊ค”

นั่นคือบทพูดช่วงตอนแรกของภาพยนตร์เรื่อง ROOM ผลงานดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกัน ประพันธ์โดย Emma Donoghue สู่ผลงานกำกับโดย Lenny Abrahamson : ผู้กำกับหน้าใหม่สายอินดี้ โดยมีผู้เขียนเป็นผู้ดัดแปลงจากฉบับนิยายสู่บทภาพยนตร์เอง

ROOM เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และได้ชนะเลิศรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยม โดย Brie Larson ผู้รับบทแม่ของแจ๊คในเรื่อง รวมถึงยังได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปีนี้ ใน 4 สาขา ซึ่งรวมถึงดารานำหญิงด้วย

room
Picture from www.indiewire.com

พล็อตเรื่องโดยย่นย่อของเรื่องนี้ คือการเล่าเรื่องราวชีวิตของสองแม่ลูกที่ถูกขังอยู่ในห้องแคบๆ เมื่อแม่ถูกลักพาตัวมาขัง และข่มขืน จนเกิดตั้งท้องขึ้นในระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่จะมี “แจ๊ค” ตัวละครซึ่งเป็นคนเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่เกิด จนถึงอายุ 5 ขวบ

ตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่แจ็ครู้คือ โลกทั้งใบของเค้าคือ ห้อง ข้างนอกห้องคือ จักรวาล อันใกล้โพ้น ส่วนภาพใน ทีวี คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่ของจริง ฉะนั้นสิ่งที่แจ็ครู้จักจึงมีเพียงไม่กี่อย่าง โคมไฟ กระถางต้นไม้ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า อ่างน้ำ …แค่สิ่งที่มีอยู่ใน ห้อง เท่านั้น

เรื่องราวของ Room เป็นประเด็นตั้งแต่นวนิยายออกมาในปี 2010 แปลเป็นฉบับภาษาไทยเมื่อปีพ.ศ. 2555 ภายใต้ลิขสิทธิ์ของแพรวสำนักพิมพ์ ในเครืออมรินทร์ โดยมีชื่อฉบับภาษาไทยว่า “เด็กชายในห้องปิดตาย”

room_book_thai

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่อง ไม่ใช่แค่จินตนาการของผู้เขียนล้วนๆ แต่มีเค้าโครงมาจากคดีที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีคดีอาชญากรรมลักพาตัว-กักขังหน่วงเหนี่ยว และข่มขืน ที่กลายเป็นคดีช็อกโลกหลายครั้ง บางรายถูกคุมขังเป็น 10 ปี จนลูกโตแบบเดียวกับแจ๊คในเรื่องถึงได้ออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง

room-anatomy-facebookJumbo
Picture from www.nytimes.com

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือ…แทนที่จะเล่าในมุมของเหยื่อผู้ถูกลักพาตัว กลับพุ่งความสำคัญไปที่เด็กซึ่งเกิดมาภายใต้สภาพเช่นนั้นแทน การตั้งคำถามว่าเด็กที่เกิดขึ้นและถูกเลี้ยงดูภายใต้การกักขัง จะสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพได้หรือไม่? หรือเราจะติดภาพว่าการที่เด็กโตมากับพื้นหลังที่รุนแรง จะต้องมีบาดแผลที่น่ากลัวเสมอไป?

แน่นอนว่าคนเป็นแม่ ย่อมต้องไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เธอจึงสร้าง โลก ที่เรียกว่า ห้อง ขึ้นมา และพยายามเลี้ยงดูแจ๊คให้โตขึ้นในห้องแคบๆ โดยไม่หย่อนเรื่องสุขอนามัย จะเห็นได้ว่าจากการที่กิจวัตรประจำวันของพวกเขา ไม่ใช่แค่นอนเปื่อยไปวันๆ มีทั้งการออกกำลังกาย ทำกิจกรรมร่วมกัน แถมยังจำกัดขนม และการดูทีวีด้วย รวมถึงให้แจ๊คได้กินวิตามิน ทั้งหมดคือข้อเรียกร้องที่เธอมีต่อ “ตาแก่นิค” ที่เป็นคนจับเธอมาขังไว้นั่นเอง

เผลอๆ เธอจะเลี้ยงลูกดีกว่าพวกที่ไม่ได้ถูกขังหรือทำร้ายร่างกายซะอีกแน่ะ

เธอพยายามสร้างพื้นที่…สร้างโลกขึ้นมาจากคุก สร้างอิสรภาพอันเล็กน้อยให้กับแจ๊ค นั่นก็เพื่อเป็นการช่วยวิญญาณของเธอให้รู้สึกหลุดพ้นจากช่วงเวลาแย่ๆ นั้นด้วย นับว่าการมีลูก ทำให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อเห็นว่าลูกกำลังมีอันตราย โลกของเธอที่สร้างขึ้นในห้องนั้น ความสุขเล็กๆที่เกิดขึ้นก็จะหายไปด้วย เธอจึงมีกำลังใจที่จะต่อสู้ และเริ่มคิดการหลบหนี

screen shot 2015-09-22 at 11.06.05 am
Picture from www.businessinsider.com

แว้บแรกที่แจ๊คได้เห็นโลก เค้าเหมือนเด็กอ่อนที่ไม่รู้อะไรเลย จนตำรวจแทบจะไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด จนประทั่งตำรวจหญิงผิวสีพยายามที่จะสื่อสารกับแจ๊ค จึงได้รู้ว่ามีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นจริง และได้ตามไปช่วยเหลือแม่ของแจ๊คได้สำเร็จ

จริงๆ เหตุการณ์นี้ทำให้เรานึกถึงดราม่าตอนคดีหนึ่ง ที่มีการลักพาตัวเด็กหญิง 3 คน โดยชายผิวสี โดยที่เหยื่อถูกกักขังไว้ 10 ปี จนกระทั่งมีคนมาพบหนึ่งในเหยื่อที่กำลังพยายามขอความช่วยเหลือ จึงนำตัวเหยื่อคนแรก และลูกวัย 6 ขวบออกมาก่อน และได้แจ้งให้ตำรวจบุกเข้าไปช่วยอีก 2 ชีวิต

ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่อยู่ช่วงหนึ่ง แต่มีดราม่าเรื่องเหยียดสีผิวมาเกี่ยวข้อง เมื่อคดีนี้ถูกนำไปเทียบกับคดีก่อนหน้าที่เด็กผิวสีถูกจับตัวไปโดยชายผิวขาว แต่ไม่ได้รับความสนใจในสังคมมากเท่ากับคดีนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำมากขึ้น

ในหนังเมื่อเห็นตัวละครตำรวจหญิงผิวสีที่พยายามช่วยเหลือแจ๊ค ในขณะที่นายตำรวจผิวขาวพยายามปัดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ ทำให้รู้สึกเหมือนผู้เขียนพยายามจะเสียดสีสังคม โดยสื่อถึงปัญหาบางอย่างที่เหมือนจะถูกแก้ แต่ก็ยังไม่จางหายไป ด้วยหวังว่ามนุษย์เราไม่ว่าสีผิวใด ก็ล้วนควรได้รับการปฏิบัติแบบเท่าเทียมกันทุกแง่มิติ

screen-shot-2015-09-09-at-10-58-15-pm-640x360
Picture from infiniterespawns.com

เหมือนหนังสูตรสำเร็จ คงเลือกจะจบลงด้วยความปิติเมื่อหนีพ้นจากการคุมขัง แต่ Room เล่าไปไกลกว่านั้น เพราะยังเสนอถึงการผจญโลกกว้างหลังจากติดอยู่ในห้องมา 5-7 ปีอีกด้วย และด้วยประสบการณ์ที่ต่าง การเรียนรู้และพัฒนาการของ แม่และลูกจึงสวนทางกัน

แม่ หรือ จอย นิวซั่ม ถูกคุกคามจากมุมมองของสื่อ ความทรงจำ ความหวัง และอนาคตที่ถูกริดหายไป สภาพแวดล้อมเดิมกลับเหมือนสภาวะเป็นพิษที่ทำให้เธอรู้สึกตึงเครียด และการที่ถูกคุมขังเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะช็อกหลังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือ PTSD ตามมา

ในขณะที่แจ๊คจากตอนแรกที่ยังคงหวาดกลัวต่อโลก เพราะยังแยกแยะสิ่งที่เป็นของจริง กับประสบการณ์ที่เคยรู้ไม่ออก ทำให้เกิดภาวะสับสนในระยะเริ่มแรก จากแต่เดิมที่เคยถูกสอนให้เชื่อว่าโลกคือห้องๆนึง แค่ชั่วพริบตา…โลกของแจ๊คก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ

“โลกเหมือนทีวีหลายๆช่อง ทุกสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน แล้วก็ไม่รู้จะเลือกดูช่องไหนดี…มีประตูอยู่มากมาย แล้วก็ยังมีประตูอยู่อีกหลังประตูเหล่านั้น ยังคงมีข้างนอก ข้างใน ต่อไปไม่รู้จบ”

แจ๊คกำลังก้าวไปเปิดประตูเหล่านั้น ในขณะที่จอยเลือกจะปิดประตู ทั้งสองชีวิตถูกแยกจากกัน แจ๊คจึงต้องเรียนรู้ที่จะตอบสนองและเอาตัวรอดต่อสิ่งรอบตัวนั้นเอง ก่อนที่แม่จะกลับมา เมื่อแจ๊ครู้สึกกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมแล้ว สิ่งแรกที่เค้าคิดถึงคือ “แม่” แจ๊คตั้งใจจะตัดผมเพื่อส่งให้แม่ เพราะแม่เคยบอกแจ๊คว่าผมคือที่รวมความแข็งแกร่ง และแจ๊คคิดว่าแม่ต้องการมันมากกว่าเขาตอนนี้

briejacob2-xlarge_room2015
Credit: George Kraychyk / Picture from www.telegraph.co.uk

นับว่าลงตัวพอดี เมื่ออีกคนที่เคยเข้มแข็งอ่อนแอ อีกคนจึงลุกขึ้นยืนสู้ และมอบความแข็งแกร่งนั้นให้กับอีกคน ความเมตตาและเสียสละคือการแบ่งปันกันเช่นนี้มิใช่หรือ?

ไม่มีใครเข้มแข็งเมื่ออยู่เพียงลำพัง…นั่นคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามบอกในตอนท้าย และฉากที่น่าประทับใจอีกอย่างคือเมื่อแจ๊คชวนแม่กลับไปที่ห้องอีกครั้ง แจ๊คบอกลาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเดิมของเขา และก้าวเท้าออกมาจากห้อง ก่อนที่จะบอกแม่ว่า “แม่ฮะ บ๊ายบายห้องสิฮะ”

สุดท้ายแล้วการหอบหุ้มแต่ความเจ็บช้ำ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เมื่อรู้จักปล่อยวางความหลังอันเจ็บปวด จึงจะก้าวต่อไปอย่างสง่างามได้ และย่างก้าวเหล่านั้น…ไม่จำเป็นต้องเดียวดาย

หนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่หนังดราม่าที่เน้นจะขายโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวละครเอก แต่เป็นการนำเสนอการเผชิญและต่อสู้รับมือกับเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้น การปรับตัวเพื่อการอยู่รอด แต่ทั้งหมดนั้น…ไม่จำเป็นที่จะต้องแบกรับ หรือกระทำเพียงลำพัง

เราเลือกที่จะมีใครสักคนเพื่อส่งต่อพลังกันยามอ่อนล้าได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียว 🙂


Follow me ติดตามกันได้ที่
🌙 Facebook : Deadlydoll
🌙 Instagram : @Deadlydoll
🌙 Youtube : Deadlydoll Vanessa
🌙Email : deadlydollvanessa[at]gmail.com
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s