คุณคงไม่สน Fifty Shades of Grey หากเคยอ่านเรื่องเหล่านี้!

ถ้าคุณมีโอกาสได้ลองอ่านหนังสือ 5 เล่มนี้ คุณจะไม่ตื่นเต้นกับกระแส 50 Shades of Grey เลย! เพราะความแรงของแต่ละเล่มนั้น เมื่อเทียบกับยุคสมัยที่ตีพิมพ์แล้ว จัดจ้านจนบางทีโดนแบนเลยเชียว และบางเล่ม…ยังคงมีเนื้อหาที่ทำให้คนปัจจุบันรู้สึกแรงกะมันอยู่เลย

อันนี้เป็นบล็อกที่เคยเขียนให้สื่ออื่นมาก่อน พอถึงเวลาก็อยากเอามาเขียนในบล็อกตัวเองบ้าง เป็นบล็อกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์อันถล่มทลายของนิยายไตรภาค Fifty Shades of Grey ที่เพิ่งมีฉบับภาพยนตร์ลงโรงไปปีที่แล้ว หลายๆคนคงคิดว่าความแรงของเรื่องนี้คงเป็นที่สุดแล้ว แต่เดี๋ยวก่อน…อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป หากคุณยังไม่รู้จักนิยายเหล่านี้ อย่าเพิ่งคิดว่ามันแร๊ง ของแรงๆแบบนี้มีมานานแล้ว แค่คุณไม่รู้…แต่เราจะทำให้คุณรู้เดี๋ยวนี้ค่ะ

มาประเดิมกันเรื่องแรก จากฝั่งยุโรป

ชู้รักเลดี้ แชตเทอร์เลย์ (Lady Chatterley’s Lover) โดย D. H. Lawrence

11829603
cr: whatiskimreading.blogspot.com

หนังคอเมดี้หลายเรื่องนำเอาพล็อตของเลดี้แชตเทอร์เลย์มาล้อบ่อยๆ โดยที่เราไม่ทันสังเกต เวลาเห็นวลีทำนองสาวผู้ดีเป็นชู้กับคนสวน เราก็คงได้แต่งงว่ามันเป็นมุกเหรอ?? ใช่! มันเป็นมุกที่มาจากนิยายเรื่องนี้แหละ!

ชู้รักเลดี้แชตเทอร์เลย์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับลูกสาวผู้ดี คอนนี ที่แต่งงานกับ คลิฟฟอร์ด แชตเทอร์เลย์ ในระหว่างการพักรบของคลิฟฟอร์ด ต่อมาเมื่อสามีต้องไปรบและกลับมาในสภาพที่พิการ อะไรๆที่เคยคล่องแคล่วและสะดวกจึงแผ่วลงไป จนถึงกับไม่เหมือนเดิม รวมถึงเรื่องบนเตียงของทั้งสองคนด้วย

คอนนีที่ยังสาวยังสวยจึงได้เกิดความหวั่นไหวกับ เมลเลอร์ คนสวนคนใหม่ ซึ่งแต่งงานแล้ว  แต่แยกกันอยู่กับภรรยา ทั้งสองล้วนถูกดึงดูดด้วยปัญหาของชีวิตคู่ที่ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนกระทั่งเกิดเป็นความสัมพันธ์ลับๆกันขึ้น เมื่อคอนนีรู้ตัวว่าตั้งท้องแล้วกับเมลเลอร์ จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็ทำให้เหมาะสม คือเลือกจะจัดการทิ้งชีวิตเดิมของตนเอง มาเริ่มต้นกันใหม่

ฟังดูดี แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น นิยายก็พาเราเปลือยวิสัยพื้นฐานของมนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องทางเพศซะหมดเปลือก ว่ามนุษย์นั้นมีความต้องการทางเพศเป็นเรื่องพื้นฐาน กระทั่งจะมีตัวศีลธรรมมาเป็นกรอบกำหนด แต่คอนนีและเมลเลอร์ก็ถูกสิ่งที่เรียกว่าความรักผลักดันให้ออกมาจากเส้นประเพณีนั้น นับว่าเป็นแนวคิดที่จัดว่าแหกคอก แหกข้อจำกัดทางความคิดของผู้ประพันธ์ในสมัยนั้น แต่เลดี้แชตเทอร์เลย์ก็ได้สอนให้เรารู้จักกับพลานุภาพของเรื่องเพศและความรัก ที่ขนาดมีเส้นแบ่งของศีลธรรมมาขวางกั้น แต่มันก็ถูกทลายลงด้วยความผูกพันและโหยหาซึ่งกันและกันของสองตัวละคร แม้ว่าในที่สุดแล้วเราจะไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของคอนนีและเมลเลอร์จะส่งความสุขให้อนาคตอย่างไรก็ตาม แต่วรรณกรรมเรื่องนี้ก็ได้ทำให้เกิดการกลับมาตั้งคำถามเรื่องของเพศและความรักกันในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงทุกวันนี้


จินผิงเหมย (金瓶梅)หรือ บุปผาในกุณฑีทอง แปลโดย ยาขอบ

image
cr: www.manager.co.th

นิยายเรื่องนี้ได้บรรยายถึงรายละเอียดอย่างพิศดารเกี่ยวกับสังคมฟอนแฟะและเสื่อมโทรมทางจริยธรรม” – เดวิด ทอดรอย

มาดูงานสไตล์พี่จีนแผ่นดินใหญ่ของเรากันบ้าง มีวรรณกรรมจีนโบราณมากมายที่กล่าวถึงเรื่องทางเพศ และที่เห็นเด่นดังขนาดที่เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดวรรณกรรมจีน คงจะหนีไม่พ้น “จินผิงเหมย” หรือ “กิมปั่งบ๊วย” (ออกเสียงแบบแต้จิ๋ว) ออกเผยแพร่สู่สากลในฉบับภาษาอังกฤษชื่อว่า The Plum in the Golden Vase  โดย David Tod Roy ซึ่งได้รับการแปลแบบฉบับภาษาไทยด้วยนักเขียนชั้นครูอย่างยาขอบ ในชื่อว่า “บุปผาในกุณฑีทอง”

เรื่องจินผิงเหมย เล่าเกี่ยวกับตัวละครหลักซึ่งเป็นขุนนางหนุ่มที่ฉ้อฉล นามว่า “ซีเหมินชิ่ง” ซึ่งใช้ชีวิตโดยไร้ซึ่งคุณธรรม และเสเพลไปวันๆ ความเลวร้ายและเล่ห์กลของซีเหมินชิ่งมีตั้งแต่ ล่อลวงเอาภรรยาคนอื่นมาเป็นภรรยาน้อยของตนเอง ซึ่งวิธีที่จะได้มานั้น มีตั้งแต่เพียงแค่วางกลอุบายเรียบง่าย ไปจนถึงการวางแผนฆาตกรรมโดยให้สาวเจ้าเป็นคนวางยาสามีด้วยตนเอง นอกจากนี้ซีเหมินชิ่งยังวางแผนคดโกงต่างๆนาๆ จนสุดท้ายจึงถูกแก้แค้น และตายด้วยพิษจากยาด้วยความลุ่มหลงในกามารมย์ หรือว่าง่ายๆ ตายเพราะยาปลุกเซ็กส์ที่กินเข้าไปเอง

บุปผาในกุณฑีทอง มีการบรรยายค่านิยมและการปฏิบัติกิจกรรมทางเพศอย่างค่อนข้างโจ่งครึ้ม มากขนาดที่ในเวอร์ชั่นจีนเองยังมีการตัดทอนเนื้อหาบางส่วนที่ดูรุนแรงผิดศีลธรรมออกไป ในฉบับภาษาไทยเองก็ลดความรุนแรงในการใช้ภาษาที่แปลออกมาอย่างนิ่มนวลขึ้น ทำให้ดูไม่คล้ายคลึงกับนิยายอีโรติกมาก แต่จะค่อนไปทางดราม่าเรื่องสังคม การเมือง การปกครองแทน และมีเรื่องรักๆใคร่ๆ พอให้ดูโรมานซ์เท่านั้น แต่หากมีโอกาสได้อ่านแบบเต็มๆ จะทราบว่านิยายเรื่องนี้ตีแผ่ทุกความฟอนเฟะในสังคมจีนสมัยราชวงศ์หมิงได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งกันเลยทีเดียว


Lolita โดย Vladimir Nabokov

lolita-large_
cr. : orcutt.net

“ผมแลแล้วแลอีกที่ใบหน้าหล่อน และตระหนักได้ถึงความตายที่ล้วนต้องมาถึง เพราะผมนั้นรักเธอมากกว่าสิ่งใดที่ผมเคยเห็นหรือใฝ่ฝันถึงบนโลกใบนี้ หรือแม้แต่จะโลกใบอื่น”

ความแรงของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ฉากเซ็กส์ แต่อยู่ที่ว่าสาวน้อยในเรื่องนี้เป็นเพียงเด็กน้อยยังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้นเอง! เล่นเอาสำนักพิมพ์ต่างๆของอเมริกัน เลือกที่จะแบนเรื่องนี้ตั้งแต่พิมพ์ออกมาครั้งแรกในปี 1955 มีเพียงโอลิมเปียเพรส สำนักพิมพ์ฝรั่งเศสที่มักพิมพ์สื่อเชิงสังวาสเท่านั้นที่ยอมตีพิมพ์ให้มันออกมาสู่สายตาประชาชี จนได้รับคำชมจาก ลอนดอน ไทมส์ ว่า “เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในปีนั้น ต่อมาจึงถูกทางอังกฤษและฝรั่งเศสแบนเป็นเวลา 2 ปี จึงจะได้รับการตีพิมพ์ในอเมริกา ปี 1958 ในที่สุด และเป็นหนังสือเล่มเดียวนับจาก Gone with the wind ที่ขายได้ 100,000 เล่ม ภายในหนึ่งสัปดาห์

โลลิตา เป็นเรื่องราวของฮัมเบิร์ต หนุ่มวัยกลางคนที่หลงรักเด็กสาวนามเดียวกับชื่อหนังสือ ชนิดที่ว่าติดเด็กน้อยแบบหัวปักหัวปำ ตั้งแต่ตกลงเช่าห้องพักของแม่สาว เพื่อให้ได้อยู่ใกล้กัน จนกระทั่งยอมแต่งงานกับแม่เด็กอีก ฮัมเบิร์ตทำทุกอย่างให้ได้ตัวโลลิตามา จนกระทั่งสูญเสียความเป็นตัวเองไปในที่สุด

เรื่องนี้ได้รับความนิยมจนนำไปสร้างภาพยนตร์ถึง 2 ครั้ง โดยในหนแรก ปี 1962 กำกับโดย Stanley Kubric ในลักษณะที่ยังเป็นฟิล์มขาวดำอยู่เลย และอีกหนในปี 1997 ด้วยฝีมือ Adrian Lyne นำแสดงโดยรุ่นใหญ่อย่าง  Jeremy Irons สำหรับเวอร์ชั่นปี ’97 นี้ยังหาได้ตามแผงขายดีวีดีในบ้านเราอยู่ขณะนี้

โลลิตา นับว่าเป็นบทประพันธ์ที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์ต่างๆมากมายในสังคมวรรณกรรม วลาดิเมียร์ นาโบคอฟทั้งถูกชื่นชมและก่นด่าไปพร้อมกัน แน่ล่ะ จะมีใครรับได้กับเรื่องกามวิปริตรักเด็กแบบที่ตัวละครเอกเป็น แต่เมื่อมองข้ามศีลธรรมจรรยา ซึ่งไม่ใช่สาระหลักของเรื่องไป เราจะได้เห็นวิวาทะอันเสียดสีดุเดือดของนาโบคอฟ และความงดงามทางภาษาที่ยากจะหาใครเหมือน

ตอนนี้โลลิตามีฉบับแปลไทยครั้งใหม่ แปลโดยคุณปราบดา หยุ่น พิมพ์โดยไลต์เฮ้าส์พับบลิชชิ่ง ออกมาเมื่อเดือนตุลาฯ 2558 ที่ผ่านมานี่เอง สามารถพบเห็นได้ตามชั้นหนังสือ และร้านหนังสือออนไลน์ทั่วไป


เรื่องของจัน ดารา โดย อุษณา เพลิงธรรม

spd_20120603140427_b

โดนกันไปกับเรื่องของฝั่งตะวันตก และพี่จีนไปแล้ว มาดูวรรณกรรมในบ้านเรากันบ้าง หลายๆคนคงเคยได้ยินหรือรู้จัก จัน ดารา ผ่านภาพยนตร์ที่ผลิตซ้ำกันมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว แต่จะมีกี่คนที่เข้าใจพล็อตและความงามทางวรรณศิลป์ที่สอดแทรกภายในเรื่องได้อย่างสละสลวย

เรื่องของจัน ดารา เป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางวังวนของตัณหา ชื่อของจัน มาจากคำว่า จัญไร เนื่องจากเป็นเด็กที่คุณหลวงวิสนันท์เดชา เชื่อว่าเกิดจากโจรที่มาข่มขืนคุณดารา ผู้เป็นมารดา ความเกลียดชังที่คุณหลวงฯ มี ทำให้เขายิ่งตกลงในหลุมของบาปกรรม โดยเลือกที่จะทำให้บ้านเป็นแหล่งมั่วสุมกามา โดยคุณหลวงฯ เที่ยวมีเพศสัมพันธ์กับเด็กสาวไปทั่ว เด็กชายจันต้องเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมของผู้เป็นบิดาในนามเช่นนั้น แน่นอนว่าเขาต้องได้รับอิทธิพลในเรื่องความเหลวแหลกทางเพศแบบนั้นมาด้วย

จัน ก้าวเข้าสู่ความเละเทะอย่างชัดเจนก็ตอนที่คุณบุญเลื่อง เข้ามาเป็นภรรยาของคุณหลวงฯ จันได้ลักลอบมีสัมพันธ์กับคุณบุญเลื่อง ในขณะที่ความรักกับเด็กสาวนามไฮซินธ์ก็พัฒนาไปด้วย ช่างเป็นความขัดแย้งเหลือเกินในความคิดของจัน เมื่อทางหนึ่งคือรักอันแสนบริสุทธิ์ ส่วนอีกทางที่เดินไปพร้อมกันคือถนนของราคะที่ขาดเสียไม่ได้

นิยายเรื่องนี้เน้นนำเสนอเรื่องเพศอย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผยมากเสียจนคนอ่านแทบจะเมินหน้าหนี แต่ด้วยความงดงามในการเลือกใช้คำ ทำให้เรื่องของจัน ดารา กลายเป็นนิยายขึ้นหิ้ง


The Story of O โดย Pauline Reage

the story of o_thai cover

ที่สุดของตำนาน นับแต่ 120 วันแห่งโซดอม ของมากีร์ เดอ ซาด และถ้าจะเปรียบเทียบ นี่คือ มิสเตอร์เกรย์ และแอนา เวอร์ชั่นดิบสุดๆ

เรื่องของโอ หรือ The Story of O เป็นเรื่องราวของหญิงสาวผู้ซึ่งก้าวข้ามผ่านประสบการณ์ของทาสรักแบบชนิดที่แอนัสเตเซียจาก 50 Shades of Grey ดูเด็กน้อยไปเลย เพราะเธอได้ถูกชายคนรักนาม เรอเน่ พาไปเข้าคอร์สอบรมหลักสูตรคนรักในฝันสไตล์ SM ที่ปราสาทนามรอยส์ซี่ ที่นั่นโอต้องทนถูกทรมานต่างๆนาๆ และต้องมีเพศสัมพันธ์กับชายหนุ่มแปลกหน้า

ทันทีที่ก้าวเข้าประตูไป ร่างกายของโอถือว่าเป็นทรัพย์สินของนายท่านในปราสาท ที่จะทำอะไรกับตัวเธอก็ได้ จะทรมานเฆี่ยนตี หรือมีเซ็กส์ก็แล้วแต่ความสบายใจของเจ้านาย จนกระทั่งสุดท้ายโอก็กลมกลืนกับปราสาทแห่งนี้ และเสพย์ติดความหฤหรรษ์อันป่าเถื่อนจนโงหัวไม่ขึ้น

เราจะได้เห็นพัฒนาการจากหญิงสาวผู้มีความรักอันบริสุทธิ์ ค่อยๆถูกเปลี่ยนไปเป็นทาสสวาท และฉากความรุนแรงต่างๆในเรื่องนั้น บอกเลยว่ามิสเตอร์เกรย์ดูเป็นคนดีไปเลยเชียว ความแรงของเรื่องนี้ทำให้ถูกแบนตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรกในปี 1954 และแม้ว่าจะสร้างหนังขึ้นมาใน 1975  มันก็ถูกแบนยาวจนถึงปี 2000 เลยเชียวล่ะ!

น่าเสียดาย…ที่เราไม่อาจบรรยายฉากเด็ดๆ จากในเรื่องให้คุณผู้อ่านฟังได้ จำต้องให้ไปเสาะแสวงหามาชมเอง แต่รับประกันได้ว่า 50 Shade ก็เถอะ เจอ The Story of O ไป มีหงาย!


 

เนื่องจากความหายากของหนังสือเหล่านี้ หรือการโปรโมตที่เลยยุคสมัยไปแล้ว ทำให้หลายๆคนอาจไม่เคยได้สัมผัสความแรงของมัน (คนเขียนบล็อกยังเคยไม่ครบเลย) แต่เชื่อเถอะ…คำบรรยายเหล่านี้มันแค่น้ำจิ้ม อยากให้รอเข้าไปชมความแร๊งในเล่มเอาเอง ทั้งนี้ความร้อนแรงเหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเน้นความหยาบโลนในเรื่องเพศอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อนอารมณ์ และการเล่นกับความรู้สึกของตัวละคร รวมถึงคนอ่านได้อย่างฉลาดและแยบยล จนยากที่จะพบเห็นได้ในวรรณกรรมทั่วๆไปอย่างแน่นอน


Follow me ติดตามกันได้ที่
🌙 Facebook : Deadlydoll
🌙 Instagram : @Deadlydoll
🌙 Youtube : Deadlydoll Vanessa
🌙Email : deadlydollvanessa[at]gmail.com
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s