เรื่องเชือกๆ กับศิลปะการมัดแบบญี่ปุ่น 2 : Kinbaku จุดเริ่มต้นปมสวาท

ถัดจากตอนแรกที่เล่าเรื่องที่มา ศาสตร์แห่งการมัด ไปแล้ว ตอนนี้เรามาต่อในหัวข้อที่เริ่มจะล่อแหลม กับสิ่งที่เราอยากเรียกว่า “ปมสวาท” หรือ Kinbaku (緊縛) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นศิลปะการใช้เชือกเพื่อความสุขทางเพศ จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ Shibari (縛り) รูปแบบการใช้เชือกเล่น BDSM ฉบับญี่ปุ่นค่ะ

Ito Seiu – Kinbaku – Bondage – 1940s.

ที่เรียกว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของปมสวาท” นั้น เพราะว่าการกำเนิดของ Kinbaku (緊縛) ที่แปลว่า  “ผูกแน่น”   นั้น เกิดจากนักศิลปะท่านหนึ่งที่ได้ศึกษารูปแบบการมัดปมเชือกต่างๆ ของ Hojojutsu และมองเห็นถึงความสวยงามของเงื่อนปมเหล่านั้น จึงได้นำมาผสมผสานลงในงานศิลปะช่วงปลายสมัยเอโดะของเค้า

นิยามของ Kinbaku คือการนำเอากลวิธีการผูกเชื่อกแบบ Hojojutsu มาปรับการเดินแนวเส้นให้ผู้ถูกมัดได้รับความสุขจากการถูกรัดรึง เมื่อความเจ็บปวดกลายเป็นความพึงพอใจและเกิดจากความยินยอมของผู้ถูกมัด ถือว่าเป็นการครบองค์ประกอบที่เข้าคอนเซ็ปของการเล่น BDSM  ทันที

คำว่า Kinbaku ดังที่แปลไว้ข้างต้นว่า “ผูกแน่น” นั้น สื่อความเป็นคำกริยา เป็นการกระทำ เช่นนั้นเราจึงหมายถึงสิ่งหนึ่ง กระทำต่ออีกสิ่ง พูดง่ายๆคือ การมัดตนเองไม่เรียกว่า Kinbaku แต่หากเป็นการกระทำของบุคคลหนึ่ง ให้อีกบุคคลหนึ่ง นั้นถึงจะเรียกว่าเป็น Kinbaku

Seiu Ito (伊藤晴雨) บิดาผู้ให้กำเนิดงานศิลป์แบบ Bondage

เดิมมีชื่อว่า Hajime Ito (伊藤) เกิดที่จังหวัดอาซากุสะ ในครอบครัวของช่างโลหะ เคยคุ้นกับงานแกะสลักงาช้างมาก่อน ภายหลังจากทำงานประติมากรรมได้สักพัก จนเปลี่ยนมาใช้ชื่อ เซอิว แทน ฮาจิเมะ เขาก็เปลี่ยนเข้ามาทำงานในธุรกิจหนังสือพิมพ์แทนงานศิลปะแบบเดิม (อาจเพราะรายได้ไม่ดี? ก็ไม่รู้สินะ)

อิโตมีความสนใจและหมกหมุ่นเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นในสมัยเอโดะมาก เขาเป็นคนแรกที่นำศาสตร์แห่งการมัดของ Hojojutsu มาผนวกกับแรงบันดาลใจจากละครคาบูกิ (ละครนอกของญี่ปุ่น ใช้ผู้ชายแสดงทั้งหมด มีการแต่งหน้าที่โดดเด่น ไว้จะเขียนเล่าให้ฟังอีกที) ผลงานของเซอิว อิโต จึงค่อนข้างได้รับอิทธิผลจากงานศิลปะสมัยเอโดะ และนำมาตีความใหม่ โดยผสมผสานสองสิ่งที่ต่างกันสุดขั้ว คือเรื่องเพศกับความรุนแรง งานศิลปะกับการทรมาน

โดยอิโตได้ถ่ายภาพของภรรยาน้อย Kise Sahara ในปีค.ศ. 1919 (จริงๆเคยเป็นนักเรียนศิลปะและแบบวาดรูป วาดไปวาดมา มีท้องซะงั้น) ซึ่งภาพถ่ายเหล่านั้นก็คือการนำมามัดในรูปแบบต่างๆ แล้วถ่ายเพื่อใช้เป็นแบบร่างวาดภาพ มีทั้งมัดบนร่างเปลือยธรรมดา แบบจับห้อย และยังมีการใช้เครื่องมือทรมานอื่นๆ อีกด้วย

อิโตเรียกศิลปะของเขาว่า “Kinbaku緊縛” แปลว่า “ความงดงามจากการรัดรึง” เพราะจุดเด่นของงานอยู่ที่การนำเสนอเรือนร่างของหญิงสาว ประจวบกับเทคนิคของการใช้ศาสตร์ของการมัด เกิดเป็นลวดลายต่างๆบนร่างกาย ซึ่งหากจะว่าวิปริตวิตถารเพราะดูผิดขนบก็ไม่แปลก แต่หากจะมองข้ามว่าไร้ซึ่งความงามก็ดูจะง่ายเกินไป เพราะกว่าจะสร้างสรรลวดลายถักทอและปมเหล่านั้นขึ้นมาได้ ไม่ใช่ง่าย เพราะงั้นงานศิลปะของ เซอิว อิโต ไม่ได้มุ่งเน้นไปเพื่อการกระตุ้นเร้าทางเพศ แต่เป็นการโชว์เทคนิคความงามของเทคนิคการมัดแบบโบราณซึ่งหลายๆคนไม่ทันสังเกตเห็นถึงความปราณีต โดยมีเรือนร่างของสาวๆ เป็นตัวกระตุ้นขับให้เห็นความงามนั้นชัดเจนโดยมิมีสิ่งอื่นบดบัง

ผลงานโดดเด่นชิ้นนึงที่แสดงถึงการประยุกต์ภาพวาดสมัยเอโดะ คือภาพ “ปิศาจยายแก่กับเหยื่อ(Onibaba and her Victims) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพพิมพ์แกะไม้ ผลงานของ โยชิโทชิ ทสึกิโอกะ (Yoshitoshi Tsukioka) ที่ชื่อว่า The Lonely House on Adachi Moor แกะขึ้นในปี ค.ศ. 1885 คือเราก็ไม่แน่ใจว่าควรแปลว่าอะไรแน่ ขอทับศัพท์ไว้ล่ะกันค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องราวตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับปิศาจยายแก่ที่ชอบกินเลือดของทารก โดยมีฉากของการจับเหยื่อตามภาพ

Ito_(Yoshitoshi)   Adachi_Moor
(ซ้าย) Onibaba and her Victims (ขวา) The Lonely House on Adachi Moor

ในปีค.ศ. 1960 เซอิว อิโต ยังมีการนำภาพของภรรยาน้อยที่ถ่ายไว้ นำมาพิมพ์ลงในนิตยสารที่ชื่อว่า Great Tokyo Air Raid นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการตีพิมพ์ภาพโป๊ในลักษณะดังกล่าว ซึ่งไม่มีการปิดบังใดๆ จัดว่าเป็นความกล้าหาญสุดๆ และทำให้เขาเป็นที่จับตามอง ทั้งจากสมาคมศิลปะ และกองเซ็นเซอร์ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

**เพราะงั้นเพื่อไม่ให้บล็อกนี้โดนจับตามองจากกระทรวงวัฒนธรรมที่มีกองเซนเซอร์ผู้มีนัยน์ตามองเห็นธรรม และมีความสามารถขั้นสูงในการเข้าใจแยกแยะคำว่า “ศิลปะ” กับ “ความหยาบโลน” และตีความคำว่า “โป๊” ได้กว้างกว่าสีทันดรมหาสมุทรอันกว้างไกล เราจึงขอ”ละ”การนำภาพในนิตยสารดังกล่าวมาลงด้วยประการฉะนี้**

Japan: A young woman, bound and gagged, peers from an upstairs window on a rainy day. Ito Seiu (1882-1961), c. 1940s
Picture from www.picturesfromhistory.com

หลักในการเลือกวัสดุเพื่อ Kinbaku

  1. ใช้เชือกแบบเส้นใยธรรมชาติ เชือกป่านอาจจะดีที่สุด
  2. ใช้เชือกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 mm.
  3. ความยาวของเชือกควรอยู่ระหว่าง 7-8 เมตร

หลักในการผูกมัดแบบ Kinbaku

การมัดแบบ Kinbaku นั้นอยู่บนหลักการตั้งสมาธิและการฝึกความอดทนสำหรับผู้ผูก เพราะจะต้องใช้เทคนิคการไขว้สานเส้นเชือกให้รัดรึงรอบตัว และขมวดจบเป็นปมเดียว และเพื่อเพิ่มความวาบหวิว เส้นสายเหล่านั้นจะต้องแล่นผ่าน หรือไขว้ผ่านจุดที่ไวต่อเพศรส

ทั้งนี้การพยายามที่จะมีปมให้น้อยที่สุด อาจได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบการมัด Hojojutsu สำหรับนักโทษที่มีฐานันดรสูง เนื่องจากการมัด แม้ว่าจะจำเป็น แต่ก็ถือว่าน่าอับอายสำหรับพวกที่มีชาติตระกูล ทำให้การผูกมัดตัวกระทำโดยการหลีกเลี่ยงที่จะมีปมมัดมากกว่าการผูกแบบอื่นๆ

กล่าวโดยสรุปได้ว่า Kinbaku นั้นคือการตีความในเชิงศิลปะ เกี่ยวกับการนำเสนอความงดงามและปราณีตของเทคนิค Hojojutsu ผ่านภาชนะว่างเปล่าคือเนื้อหนัง (เพราะส่วนมากแทบจะไม่ได้เห็นภาพลักษณะมิดชิดเยอะ แต่จะเจอแบบเปลือยซะเยอะกว่า) ก่อนที่ศาสตร์นี้…จะถูกพัฒนาให้เข้าไปสู่เกมของการละเล่นทางเพศแบบนิยมเสพความเจ็บปวด หรือ Bondage ภายหลัง ภายใต้คำศัพท์ใหม่ว่า “Shibari (縛り)” หรือแปลตรงๆตัวว่า “การมัด” ดังที่เราจะเรียกมันว่า “ปมสวาท” นั่นเอง

บล็อกยาวแล้ว ขอเลื่อนไปเล่าเรื่องชิบาริ และปมสวาทแบบเน้นๆในตอนที่สาม บล็อกหน้าล่ะกันค่ะ


แปลและเรียบเรียงจาก
www.jaderope.com
theabsolutemag.com


Follow me ติดตามกันได้ที่
🌙 Facebook : Deadlydoll
🌙 Instagram : @Deadlydoll
🌙 Youtube : Deadlydoll Vanessa
🌙Email : deadlydollvanessa[at]gmail.com
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s