{Review}The Hobbit : An unexpected journey…การผจญภัยสุด(ไม่)คาดคิด

บอกตรงๆ นี่เป็นหนังที่เจ้าของบล็อกรอคอย!มันจะมีความลำเอียงเล็กน้อยในการรีวิว โปรดจงใช้วิจารณญาณในการอ่านและคิดตาม

          สำหรับ The Hobbit : An un expected journey หรือในชื่อไทยว่า เดอะ ฮอบบิท การผจญภัยสุดคาดคิด ซึ่งเป็นหนังภาคต่อของมหากาพย์ The Lords of the Rings หลายคนมักจะเข้าใจว่าถ้าไม่ได้ดูเดอะ ลอร์ด อาจจะไม่เข้าใจเนื้อหาของฮอบบิท จริงๆท่านคิดมากไปนะคะ  มันเป็นภาคก่อนหน้าของเดอะ ลอร์ด ลำดับเนื้อหามันต้องมาก่อนหน้ากันสิ เจ้าของบล็อกไปดูมาตั้งแ่ต่เมื่อสองวันหลังจากเข้า ในระบบ 3D HFR (ซึ่งขอพูดตรงๆว่าเล่นเอากระเป๋าฉีก แต่มันคุ้มค่าที่ได้ดู!)

ขอแทรกคำอธิบายนิด HFR คืออะไร??
HFR = High Film Rate คือเทคนิคการถ่ายทำแบบใช้กล้องที่ถ่ายทำด้วยระบบ 48 เฟรมต่อวินาที! ทำให้ภาพสามมิติออกมาลื่นขึ้น สวยงามขึ้น ละเอียดมากขึ้นเป็นสองเท่าของกล้องมาตรฐานที่ถ่ายทำด้วยระบบ 24 เฟรมต่อวินาที

เข้ามาที่เนื้อเรื่องย่อกันก่อนนะคะ (SPOIL!!)

          เรื่องฮอบบิทนี้เป็นเรื่องราวของบิลโบ แบ้กกินส์ ซึ่งเป็นลุงของโฟรโด พระเอกในลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์นั่นเอง ถ้าใครเคยดูเดอะ ลอร์ด ก็น่าจะทราบว่าตอนสุดท้ายบิลโบ้ได้รวบรวมประสบการณ์ในการผจญภัยเขียนเป็นหนังสือเ่ล่มหนึ่ง

          จริงๆฮอบบิทเป็นหนังสือความยาวขนาดกลางเล่มเดียวจบ แต่ผู้กำกับปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้ละเอียดละเมียดละไม เข้ามาตะไบจนเป็นหนังสามภาค ภาคแรกเล่าตั้งแต่ตอนบิลโบรวมผจญภัยไปกับธอริน และขบวนคนแคระ จนไปถึงตอนที่บิลโบหลอกเอาแหวนมาจากกอลลัมนั่นเอง ต่อไปจะขอแยกรีวิวเป็นประเด็นๆไปนะคะ


          Plot :

          แม้ว่าจะเป็นหนังที่รอคอย เพราะตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้เดอะ ลอร์ดมาช้านาน แต่ต้องขอพูดตรงๆว่าไม่เวิร์กเลยที่นำหนังสือมาซอยแยกเป็นสามภาค ทำให้เนื้อเรื่องภาคแรกดูยืดยาดจนคนดูต้องบ่นว่าการผจญภัยครั้งนี้ชวนง่วงกว่าเดอะ ลอร์ดซะอีก เข้าใจว่าปีเตอร์อยากใส่รายละเอียดมิดเดิ้ลเอิร์ธสวยๆให้ดูนานๆ แต่ใช่ทุกคนจะชอบใส่ใจรายละเีอียดพื้นหลังขนาดนั้น แถมบางฉากเราเคยเห็นมาจากเดอะ ลอร์ดบ้างแล้ว เล่นซ้ำเลยทำให้ไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าไร แม้จะเป็นด้วยระบบ HFR ก็เถอะ

          และด้วยความที่เป็นวรรณกรรมเยาวชน ฮอบบิทให้อารมณ์ที่แตกต่างจากเดอะ ลอร์ดมาก หลายๆคนเมื่อดูเดอะลอร์ดมา ก็จะคาดหวังความยิ่งใหญ่ เต็มอารมณ์แบบนั้นอีกครั้ง แต่เนื้อหาที่ดูกุ๊กกิ๊ก เบาๆกว่า เพราะเน้นเขียนให้เด็กอ่าน ฮอบบิทย่อมจะไม่มีอารมณ์ที่เข้มข้น ดราม่าได้ขนาดเดอะ ลอร์ดแน่นอน เรื่องราวที่เล่าจึงควรจะเล่าแบบกระชับ เข้าใจง่าย มิใช่พยายามยืดมันออกมา่ เส้นมาม่า ถ้ามันอืดมากไปก็ไม่อร่อย เด็กเดี๋ยวนี้ใจร้อนจะไม่ทันกินเอา จึงต้องบอกว่าพลาดจริงๆที่ทำสามภาค แค่สองภาคก็เอือมแล้ว

          ส่วนใครบางคนที่บ่นว่าเนื้อหามันดูกิ๊กก็อก ก็ช่วยเข้าใจแบบเป็นกลางด้วยว่า คุณกำลังดูหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเด็ก จะเอาอะไรกะมันมากมาย





(ขอขอบคุณภาพจาก charthree.wordpress.com)

          ภาพ :

          ต้องขอชมเลยว่ารายละเอียดองค์ประกอบศิลป์ยังคงสวยไม่สร่าง สมเป็นทีมนี้จริงๆ ยิ่งระบบ 3D เดี๋ยวนี้ก้าวหน้ามาก ต้องออกตัวว่าไม่มีโอกาสดู 3D บ่อย จึงตื่นตาตื่นใจกับเลเยอร์ ความนูนต่ำสามมิติของภาพมาก ระบบ HFR ยิ่งทำให้ภาพออกมาดูลื่นไหล โดยเฉพาะฉากสโลว์จะสวยมากในหลายๆฉาก เพราะเห็นรายละเอียดที่ปราณีตตามสไตล์ผู้กำกับเค้าล่ะ แต่บางทีก็ลื่นปรื้ดเิกินไปจนดูไม่ทันก็มี เร็วเหลือเกิน ตาแก่ๆ สายตาไม่ดีจับไม่ไหวเลยค่ะ

          ตัวละคร :

         ต้องบอกว่าตัวละครเยอะจนจำยากจริงๆ เรื่องนี้ การพยายามแบ่งบทก็แล้ว อาจจะไม่ค่อยช่วยอะไรนัก แต่การทำเสื้อผ้าและลักษณะเฉพาะตนทำให้เราแยกฝูงคนแคระออกจากกันได้บ้าง แต่พอพูดชื่ออาจจะจำยากหน่อย จุดนี้ต้องทำใจค่ะ มันเยอะจริง อะไรจริง แต่ไม่น่ามีปัญหากับคนอ่านหนังสือ น่าจะจำกันพอไหวอยู่ จริงๆถ้ามีเวลาก็อยากจะเขียนแยกเผ่า แยกตัวละครที่ออกมาให้ดู เสียแต่ว่าความจำก็ไม่ดี เวลาก็น้อย ขอข้ามไปแล้วกันนะคะ


(ขอบคุณภาพประกอบจาก theiapolis.com )

         ดนตรีประกอบ :

          ยังคงติดหูกับซาวน์เพราะๆอลังการของ Howard Shore เช่นเคย คราวนี้ Shore เหมือนจะพยายามสร้างดนตรีประกอบที่คล้ายคลึงกับเดอะ ลอร์ดเป็นพื้น แล้วใส่รายละเอียดใหม่ให้ดูแตกต่างบ้าง โดยรวมฟังผ่านๆยังให้อารมณ์เดิมๆของมิดเดิ้ลเอิร์ธ แต่บางฉากดนตรีกลับออกมาแบบขัดหู ล้นอารมณ์เกินไปนิด ส่วนตัวค่อนข้างชอบบทเพลงของคนแคระที่แทรกเข้ามาในฉากแรกๆที่บ้านของบิลโบ้ มันเต็มไปด้วยอารมณ์และดูขลังจริงๆ เป็นหนึ่งในฉากที่ประทับใจ


(มันต้องมีภาพตัวเอกตัวนี้ด้วยสิ เคี้ยกๆ ภาพจาก ceshowbiz.com)

          ความคิดเห็นส่วนตัว (จริงๆ) :

          ส่วนตัวถามว่าชอบมั้ย? ต้องบอกว่าไม่เท่าเดอะ ลอร์ด อาจเพราะตัวเองชื่นชอบอารมณ์หนักๆ ดราม่าแน่นๆ พลังเยอะๆ แบบมหากาพย์ ทำให้เดอะ ฮอบบิทดูเหมือนจะเป็นหนังที่ภาพสวยสำหรับเรามากกว่า เราไม่ชอบอ่านหรือดูหนังเด็ก แต่เพราะชอบมิดเดิ้ลเอิร์ธจึงจำต้องไปดูให้รู้แล้วรู้แรด แต่ถ้าให้เลือก อยากให้ปีเตอร์ แจ๊คสันทำ The Silmarian ซึ่งเป็นภาคก่อน ก่อน ฮอบบิทไปอีกไกลเชียว เนื้อหาข้องเกี่ยวกับเอลฟ์และดวงดาวสามดวงในขวดแก้วที่กาลาเดรียลมอบให้โฟรโดในภาคแรกของเดอะ ลอร์ดนั่นแล ถามว่าผิดหวังมั้ย? ก็ไม่ เพราะไม่ได้คาดหวังอารมณ์แน่นๆอยู่แล้ว คาดหวังกับเรื่องภาพมากกว่า พอภาพฟิน ก็เลยรู้สึกฟินไปด้วย แต่ไม่ฟินกับพล็อตที่ยืดยาดไปอีก

          สิ่งที่ชอบในพล็อต มันก็มีบ้าง ใช่ว่าจะไม่พอใจเลย อย่างที่แกนดัลฟ์เองพูดเชิญชวนบิลโบ ตำแหน่งของคณะเดินทางที่ขาดคือหัวขโมย จะมีช็อตหนึ่งที่พวกคนแคระเถียงกันว่าบิลโบนั้นดูธรรมดา ไม่เหมือนกับหัวขโมยที่ไหนเลย ในขณะที่แกนดัลฟ์ยืนยันว่าบิลโบทำได้ แต่ไม่ใช่ด้วยลักษณะการเดินที่เบาหวิวของฮอบบิทหรอก แต่เป็นเพราะ “บางสิ่ง” ที่แกนดัล์ฟทราบ เขาจึงพูดเปรยไว้ตอนต้นเรื่องว่า “หากข้าว่าเขาเป็นขโมย เขาก็จะเป็นขโมย” และจำได้ไหม…ในตอนจบ คำที่กอลลัมกู่ร้องตามหลังของบิลโบคืออะไร?

          ใช่…”เจ้าหัวขโมย” นั่นเอง เพราะงั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่้เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่แกนดัลฟ์คาดการณ์เอาไว้แล้วว่ามันจะเกิดขึ้นหรือมีโอกาสจะเกิดขึ้น    การเดินทางครั้งนี้ จึงไม่ใช่การผจญภัยที่เกินความคาดคิด (unexpected) ตามชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ แต่เป็นการผจญภัยสุดคาดคิด ตามชื่อไทยนั่นเอง


Follow me ติดตามกันได้ที่
🌙 Facebook : Deadlydoll
🌙 Instagram : @Deadlydoll
🌙 Youtube : Deadlydoll Vanessa
🌙Email : deadlydollvanessa[at]gmail.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s